ค้นหาสินค้า

ต้นมณฑาขาว

ขาย ต้นมณฑาขาว ราคาถูก หาซื้อได้ที่ www.NanaGarden.com

ต้นมณฑาขาว

ต้นมณฑาขาว มณฑาขาวทองคำ
ต้นมณฑาขาว มณฑาขาวทองคำ พระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยา

ราคา 900.00 บาท /ต้น

มณฑาขาว
มณฑาขาว สมุทรปราการ

ราคา 350.00 บาท /ต้น

มณฑาขาวสุราษฏร์
มณฑาขาวสุราษฏร์ เมืองลำปาง ลำปาง

ราคา 500.00 บาท /ต้น

จังหวัดที่ขายต้นมณฑาขาว

พระนครศรีอยุธยา (1 ร้าน)

ลำปาง (1 ร้าน)

สมุทรปราการ (1 ร้าน)

ดูสินค้าหมวด ต้นมณฑาขาว ทั้งหมดในเว็บ

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของมณฑา (3629)

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Magnolia libifera  Baill.
ชื่อวงศ์:  MAGNOLIACEAE
ชื่อสามัญ:  Magnolita
ชื่อพื้นเมือง:  จอมปูน จำปูนช้าง (สุราษฎร์ธานี), มณฑา (สตูล), ยี่หุบ(ภาคกลาง,ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ลำต้นกลมเล็ก  โคนต้นเป็นปุ่ม มี lenticel มาก กิ่งยืดสูง ไม่แตกสาขามาก ในบางครั้งลำต้นอ่อนมีลักษณะคล้ายกับจะเลื้อย
    ใบ  ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบบางและเป็นคลื่นหรือเป็นลอน สีเขียวเป็นมันคล้ายแผ่นหนัง กาบใบยาว 1.5-2 เซนติเมตร มีต่อมบวมที่โคน และมีขนสีขาวประปราย
    ดอก  ออกเดี่ยวๆ ตรงซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกโต สีเหลืองนวล กลีบแข็ง เวลาบานไม่คลี่เต็มดอก ดอกห้อยลง กลีบเลี้ยง 3 กลีบ สีเขียวอ่อนอมเทา หนาแข็ง มีกลีบดอก 6 กลีบ  เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ เมื่อดอกบานจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 ซม.ยาว 3-5 ซม. เมื่อกลีบดอกชั้นนอกบานจะคลี่ห่อกันอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและร่วงไปทั้งชุด เกสรตัวผู้และตัวเมียมีจำนวนมาก
    ฝัก/ผล  เป็นผลกลุ่ม รูปรี ขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร
ฤดูกาลออกดอก:  ตลอดปี
การดูแลรักษา:  ขอบขึ้นในที่ร่ม
การขยายพันธุ์:  เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอกมีกลิ่นหอมแรง
การใช้ประโยชน์:  ไม้ประดับ
ถิ่นกำเนิด:  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


มณฑาเป็นไม้มงคล (3630)

ความมงคล: 
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นมณฑาไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์เพราะดอกมณฑาเป็นดอกไม้ทิพย์ที่ อยู่บนสวรรค์และได้บันดาลตกลงมาสู่โลกมนุษย์นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นมณฑาไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความงดงาม ชวนมอง เพราะดอกมณฑาเวลาบานนั้น ดอกมีสีเหลืองนวล หอมได้นานดูแล้วงามแพรวพราวจับใจซึ่งมีลักษณะพิเศษเหมือนกับดอกมณฑาทิพย์

ตำแหน่งที่ปลูก:
 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นมณฑาไว้ทางทิศตะวัตตกเฉียงเหนือผู้ที่ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทางดอกให้ปลูกในวันพุธถ้าจะให้เป็นมงคลมากยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดีเพราะมณฑาเป็นดอกไม้ประจำของนากิริณีเทวีซึ่งเป็นนางประจำวันพฤหัสบดีในธิดาของพระอินทร์นอกจากนี้ถ้าหากผู้อาศัยในบ้านเกิดในวันพฤหัสบดีด้วยแล้วก็จะเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น


ลักษณะพฤกษศาสตร์ของมณฑาดอย (3631)

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Magnolia liliifera (L.) Baill. var. obovata (Korth.) Govaerts
ชื่อวงศ์:  MAGNOLIACEAE
ชื่อพื้นเมือง:  จำปีป่า (ภาคกลาง) ตองแข็ง (เชียงใหม่) บุณฑา บุณฑาดอย บุณฑาหลวง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นไม้ต้น สูง 10–15 ม. เรือนยอดทึบ แตกกิ่งมาก เปลือกสีเทาอมขาว ยอดอ่อนมีหูใบหุ้ม
    ใบ  เดี่ยว แผ่นใบรูปไข่กลับแคบ หรือรูปรี กว้าง 6.5–12 ซม. ยาว 19–45 ซม. ปลายใบแหลม ถึงมน โคนใบแหลมเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ถึงเป็นคลื่น ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ยกเว้นบริเวณเส้นกลางใบมีขนราบ เส้นแขนงใบ 9–12(–20) คู่ ก้านใบยาว 4.5–5.5 ซม. โคนก้านใบบวมพอง
    ดอก  เดี่ยว สีขาวนวล ออกที่ปลายกิ่ง ดอกตูมรูปรีค่อนข้างกลม กว้าง 3–4 ซม. กลีบดอกชั้นนอกยาว 5–7 ซม. กว้าง 2.5–4 ซม. กลีบดอกอวบน้ำ ชั้นในแคบและสั้นกว่าชั้นนอก กลีบวงนอกสีม่วง ก้านดอกอ้วน ยาว 1.5–2 ซม. เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก รังไข่รวมกันเป็นแท่ง
    ฝัก/ผล  ออกรวมกันเป็นกลุ่มรูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 3.5–5 ซม. ยาว 10–15 ซม. เปลือกผลมีช่องระบายอากาศกระจายอยู่ทั่วไป
    เมล็ด  กลมแบนสีแดง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 ซม.
ฤดูกาลออกดอก:  มีนาคม - พฤษภาคม
การใช้ประโยชน์:  ไม้ประดับ
ถิ่นกำเนิด:  เอเชีย
แหล่งที่พบ:  ในป่าดิบ ตามที่สูงชันทางภาคเหนือ ที่ความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 600–1,300 ม.


ลักษณะพฤกษศาสตร์ของมณฑาป่า (3632)

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Manglietia garrettii Craib.
ชื่อวงศ์:  MAGNOLIACEAE
ชื่อพื้นเมือง:  มณฑาดอย มะองนก
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  ไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูง 15-25 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมสูงแน่นทึบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาปนขาว
    ใบ  ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน หรือแหลม ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง
    ดอก  ออกเดี่ยวๆ ที่ปลายกิ่ง ขนาดใหญ่ สีชมพูแกมม่วง กลีบรวมชั้นนอกและชั้นในมีขนาดไม่เท่ากัน เกสรเพศผู้จำนวนมาก เรียงเวียนถี่ๆ ซ้อนกันแน่น รังไข่แยกกันและรวมกันบนแกนยาว
    ฝัก/ผล  เป็นกลุ่ม มีผลย่อยจำนวนมากอัดแน่นอยู่บนแกนยาว รูปไข่ป้อม เมื่อสุกสีน้ำตาล
    เมล็ด  รูปไข่แบน สีแดง
ฤดูกาลออกดอก:  มีนาคม - พฤษภาคม
การใช้ประโยชน์:  ไม้ประดับ
แหล่งที่พบ:  พบเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย พบในป่าดิบเขาริมลำธารหรือหุบเขาที่ชุ่มชื้น ที่ระดับความสูง 1,000 - 2,000 เมตร