ค้นหาสินค้าล้างข้อมูล

หมวด ยาฆ่าแมลง

ร้าน: สวนเกษตรผสมผสาน

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อราพาซิโลมัยซิส ขนิดน้ำ แบบเส้นใย (ผสมสารอาหารทางใบและกรด อะมิโน สำหรับพืช ) เชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาวยาสูบ ไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne incognita) ในแง่งพันธุ์ขิงไส้เดือนฝอยรากปม ในผักกาดหอมไส้เดือนฝอยรากปม ในพริกมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัด ไข่หอยเชอรี่เพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังและ ไข่ของหนอนผีเสื้อหลายชนิด เช่น ไข่ของหนอนใยผัก ไข่ของหนอนกระทู้หอม ไข่ของหนอนเจาะสมอฝ้ายนอกจากนี้ยังมีผลในการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปม ทั้งใน ระยะไข่ และตัวเต็มวัย รวมถึงหอยทาก สามารถผสมน้ำฉีดพ่นพร้อมกันกับปุ๋ยทางใบ ธาตุอาหารเสริม ฮอร์โมนต่างๆเป็นต้นและรับรองผลการใช้งานเห็นผลภายใน 3วัน วิธีใช้ 1.ใช้เชื้อน้ำในอัตรา100-200ซีซีต่อน้ำ20ลิตรหรือ1ลิตรต่อน้ำ200ลิตร 2.ผสมกับสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์เท่านั้นห้ามใช้น้ำยาล้างจานเป็นส่วนผสม 3.ฉีดพ่นในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแสงแดดหรือหลังจาก 15.00น.เป็นต้นไป หรือช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อยตลอดวัน 4.สามารถผสมรวมกับ ฮิวมิคแอซิด, สาหร่ายผง, กรดอะมิโน, สารสกัดขยายเซลพืชและสารอินทรีย์สกัดอื่นๆ 5.หลีกเลี่ยงการผสมรวมกับสารเคมีอื่นๆทุกชนิดรวมถึงเชื้อราไตรโคเดอร์มาและแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์กำจัด ทำลายเชื้อโรคพืชอื่นๆ ข้อแนะนำในการฉีดพ่น 1.บิวเวอร์เรีย+เมธาไรเซียม+พาซิโลมัยซิส+แบคทีเรีย บีที (สามารถใช้ผสมกันได้) การเก็บรักษาเชื้อน้ำ เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติทั่ว เก็บในที่ร่มไม่ถูกแสงแดดหรือน้ำฝน เชื้อราพาซิโลมัยซิส ชนิดน้ำมีอายุเก็บ 6เดือน สั่งซื้อเชื้อน้ำมีค่าขนส่งลิตรล่ะ 100บาท สั่งสินค้าชนิดน้ำรวมกัน6ลิตรขึ้นไป ฟรีค่าส่งสินค้า สั่งสินค้าชนิดน้ำในปริมาณมากและมารับสินค้าด้วยตนเอง ที่สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม ได้รับส่วนลดในราคาพิเศษ ดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.kasetkawna.com หรือ สอบถามได้ที่ Line id:@kaset

ราคา 250.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อราเมธาไรเซียม ขนิดน้ำ แบบเส้นใย (ผสมสารอาหารทางใบและกรด อะมิโน สำหรับพืช ) เชื้อราเมธาไรเซียม ชนิดน้ำ สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น ปลวก ด้วงหนวดยาว ด้วงมะพร้าว ด้วงหมัดผัก แมลงปากกัดปีกแข็ง เพลี้ยกระโดด ตั๊กแตน แมลงวันทอง แมลงวันผลไม้หนอนกระทู้คอรวง หนอนกอข้าว หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนหนังเหนียว หนอนทรายและแมลงวันผลไม้เป็นต้นและรับรองผลการใช้งานเห็นผลภายใน 3วัน วิธีใช้ 1.ใช้เชื้อน้ำในอัตรา100-200ซีซีต่อน้ำ20ลิตรหรือ1ลิตรต่อน้ำ100ลิตร 2.ผสมกับสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์เท่านั้นห้ามใช้น้ำยาล้างจานเป็นส่วนผสม 3.ฉีดพ่นในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแสงแดดหรือหลังจาก 15.00น.เป็นต้นไป หรือช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อยตลอดวัน 4.สามารถผสมรวมกับ ฮิวมิคแอซิด, สาหร่ายผง, กรดอะมิโน, สารสกัดขยายเซลพืชและสารอินทรีย์สกัดอื่นๆ 5.หลีกเลี่ยงการผสมรวมกับสารเคมีอื่นๆทุกชนิดรวมถึงเชื้อราไตรโคเดอร์มาและแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์กำจัด ทำลายเชื้อโรคพืชอื่นๆ ข้อแนะนำในการฉีดพ่น 1.บิวเวอร์เรีย+เมธาไรเซียม+พาซิโลมัยซิส+แบคทีเรีย บีที (สามารถใช้รมกันได้) การเก็บรักษาเชื้อน้ำ เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติทั่ว เก็บในที่ร่มไม่ถูกแสงแดดหรือน้ำฝน เชื้อราเมธาไรเซียมชนิดน้ำมีอายุเก็บ 6เดือน สั่งซื้อเชื้อน้ำมีค่าขนส่งลิตรล่ะ 100บาท สั่งสินค้าชนิดน้ำรวมกัน6ลิตรขึ้นไป ฟรีค่าส่งสินค้า สั่งสินค้าชนิดน้ำในปริมาณมากและมารับสินค้าด้วยตนเอง ที่สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม ได้รับส่วนลดในราคาพิเศษ ดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.kasetkawna.com หรือ สอบถามได้ที่ Line id:@kaset

ราคา 250.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อราบิวเวอร์เรีย ขนิดน้ำ แบบเส้นใย (ผสมสารอาหารทางใบและกรด อะมิโน สำหรับพืช ) เชื้อราบิวเวอร์เรีย สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ เป็นต้นและรับรองผลการใช้งานเห็นผลภายใน 3วัน วิธีใช้ 1.ใช้เชื้อน้ำในอัตรา100-200ซีซีต่อน้ำ20ลิตรหรือ1ลิตรต่อน้ำ100ลิตร 2.ผสมกับสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์เท่านั้นห้ามใช้น้ำยาล้างจานเป็นส่วนผสม 3.ฉีดพ่นในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแสงแดดหรือหลังจาก 15.00น.เป็นต้นไป หรือช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อยตลอดวัน 4.สามารถผสมรวมกับ ฮิวมิคแอซิด, สาหร่ายผง, กรดอะมิโน, สารสกัดขยายเซลพืชและสารอินทรีย์สกัดอื่นๆ 5.หลีกเลี่ยงการผสมรวมกับสารเคมีอื่นๆทุกชนิดรวมถึงเชื้อราไตรโคเดอร์มาและแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์กำจัด ทำลายเชื้อโรคพืชอื่นๆ ข้อแนะนำในการฉีดพ่น 1.บิวเวอร์เรีย+เมธาไรเซียม+พาซิโลมัยซิส+แบคทีเรีย บีที (สามารถใช้ผสมกันได้) การเก็บรักษาเชื้อน้ำ เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติทั่ว เก็บในที่ร่มไม่ถูกแสงแดดหรือน้ำฝน เชื้อราบิวเวอร์เรีย ชนิดน้ำมีอายุเก็บ 6เดือน สั่งซื้อเชื้อน้ำมีค่าขนส่งลิตรล่ะ 100บาท สั่งสินค้าชนิดน้ำรวมกัน6ลิตรขึ้นไป ฟรีค่าส่งสินค้า สั่งสินค้าชนิดน้ำในปริมาณมากและมารับสินค้าด้วยตนเอง ที่สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม ได้รับส่วนลดในราคาพิเศษ ดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.kasetkawna.com หรือ สอบถามได้ที่ Line id:@kaset

ราคา 250.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
รวมสารชีวภัณฑ์5สายพันธุ์กำจัด ไข่ หนอนและตัวแมลงศัตรูพืช รับรองผลการใข้งาน100% เชื้อราบิวเวอร์เรีย บาเซียน่าและ เชื้อราเฮอร์ซุเทลลา ทอมโซนี่ สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น เชื้อราเมธาไรเซียม แอนนิโซเฟียร์และ เชื้อราคอร์ดีเซปส์ ซิเน็นซีส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เชื้อราเมธาไรเซียม สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น ปลวก ด้วงหนวดยาว ด้วงมะพร้าว ด้วงหมัดผัก ตั๊กแตน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยกรโดดสีน้ำตาล แมลงปากกัดปีกแข็ง หนอนกระทู้คอรวง หนอนกอข้าว หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนผี้เสื้อต่างๆ เชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น ไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne incognita) ในแง่งพันธุ์ขิงไส้เดือนฝอยรากปม ในผักกาดหอมไส้เดือนฝอยรากปม ในพริกมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัด ไข่หอยเชอรี่เพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังและ ไข่ของหนอนผีเสื้อหลายชนิด เช่น ไข่ของหนอนใยผัก ไข่ของหนอนกระทู้หอม ไข่ของหนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยไฟ ไรแดง และแมลงหวี่ขาว นอกจากนี้ยังมีผลในการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปม ทั้งใน ระยะไข่ และตัวเต็มวัย หอยทาก สามารถผสมน้ำฉีดพ่นพร้อมกันกับปุ๋ยทางใบ ธาตุอาหารเสริม ฮอร์โมนต่างๆ วิธีการใช้ : ใช้เชื้อรา5พิฆาตในอัตรา 50กรัม/น้ำ20ลิตร 1.ผสมน้ำ20ลิตรในถังตวง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์4-6ซีซีกวนให้เข้ากันตวงเชื้อรา5พิฆาตใส่ลงไป50กรัม(5ช้อนโต๊ะ)กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมง เทน้ำใสๆหรือเทผ่านกรองเข้าไปในถังฉีดพ่นส่วนกากเลี้ยงเชื้อก้นถังเททิ้งไป ฉีดพ่นได้ทันที 2.ผสมน้ำ100ลิตร ในถังตวง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์25ซีซีกวนให้เข้ากันตวงเชื้อรา5พิฆาตใส่ลงไป250กรัม(ครึ่งซอง)กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมง ตักน้ำใสๆหรือเทผ่านกรองเข้าไปในถังฉีดพ่นฉีดได้ทันที(ใช้เครื่องพ่นสะพานหลังขนาด20ลิตร โดยใช้หลายครั้งแต่ผสมเชื้อครั้งเดียว) 3.ถังผสมมากกว่า100ลิตร เช่น ถังผสม200ลิตร ผสมน้ำ200ลิตร ในถังตวง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์50ซีซีกวนให้เข้ากันตวงเชื้อรา5พิฆาตใส่ลงไป500กรัม(หนึ่งซอง)กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมงฉีดพ่นฉีดได้ทันที(ใช้เครื่องพ่นแบบปั๊มแรงดันสูง) กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อรา5พิฆาต เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 70 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน เชื้อรา5พิฆาต สามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืช เศรษฐกิจหลาย เชื้อรา5พิฆาต เป็นเชื้อราที่สามารถให้เกิดโรคได้กับแมลงได้หลาย ชนิด โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนศัตรูพืช เนื่องจากสปอร์ของเชื้อรา5พิฆาต ที่ตกที่ผนังลำตัวแมลง เมื่อมีสภาพที่เหมาะสมสปอร์จะงอกแทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปไชช่องว่างภายใน ลำตัวและเจริญเติบโตเป็นเส้นใยท่อนสั้นๆ ทำลายเซลล์เม็ดเลือดในตัวของแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด หลังจากแมลงตายแล้วเชื้อราจะสร้างสปอร์แพร่กระจายได้ตามแมลงศัตรูข้างเคียง เพราะสามารถทำลายแมลงได้ทุกระยะ การเข้าทำลายแมลงของเชื้อรา5พิฆาต สปอร์เชื้อราตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทะลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลงเมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลงสปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูต่อไป ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกเชื้อรา5พิฆาต เข้าทำลาย แมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฏจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผง ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงหรือแห้งตายเนื่องจากถูกเชื้อราเข้าทำลาย การใช้เชื้อรา5พิฆาต ควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงกับช่วงเวลา และตัวของแมลงเอง อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อรา5พิฆาต ที่จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี จะอยู่ในระหว่าง 25-27 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ และความชื้นในพื้นที่ไม่มากพอสปอร์จะไม่เจริญเติบโตและเสื่อมคุณภาพ พ่นกำจัดแมลงหรือเพลี้ยก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ความชื้น ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อรา5พิฆาต ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมาและแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นเพลี้ยระบาดหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว หากแมลงระบาดในช่วงแล้ง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล ในกรณีที่มีพื้นที่เกษตรแห้งมากเกินไปเกษตรกรต้องทำการรดน้ำแปลงเกษตรก่อนฉีดพ่นเชื้อรา5พิฆาตทุกครั้ง แสงกับช่วงเวลา การที่จะพ่นเชื้อรา5พิฆาต ให้ได้ผล คือ ต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่นเชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น สำหรับ เพลี้ยแป้งซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง คือ มีแป้งคลุมตัวอีกชั้นหนึ่ง การพ่นเชื้อรากว่าสปอร์จะทะลุเข้าไปถึงตัวชั้นใน จะต้องผ่านแป้งที่คลุมอยู่อีกหนึ่งชั้น ดังนั้นการใช้เชื้อรากำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจึงยากกว่าการกำจัดเพลี้ยธรรมดา และระยะที่เหมาะสมกับการพ่นเชื้อรา คือ ช่วงระยะตัวอ่อน ซึ่งเพลี้ยแป้งยังไม่มีแป้งมาปกคลุมลำตัว การฉีดพ่นเชื้อรา5พิฆาต การพ่นเชื้อรา5พิฆาต เพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องพ่นซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นไป และควรพ่นในช่วงที่แมลงยังตัวเล็กๆ การพ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปยังเนื้อเยื่อได้ เมื่อแมลงมาดูดกินก็จะได้รับสารเคมีทำให้แมลงตาย ในกรณีที่แมลงเกาะอยู่ใต้ใบ หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ เชื้อราจะไม่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ดังนั้นการพ่นเชื้อราต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลายแมลงได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส้นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวแมลงได้ การใช้อุปกรณ์พ่นเชื้อราเชื้อรา5พิฆาต สามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกับพ่นสารเคมีได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้น ถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดยเฉพาะที่หัวฉีด เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี จึงจะทำให้มีความชื้นมากและต้องพ่นให้เปียกโชก ควรผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์ด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรใช้เครื่องฉีดพ่นแบบปั๊มแรงดันสูงมักไม่ค่อยมีปัญหาเนื่องจากปริมาณการให้น้ำนั้นมากกว่าการใช้เครื่องฉีดพ่นแบบมือโยก ดังนั้น เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืช จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิด และใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล ดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.kasetkawna.com หรือ สอบถามได้ที่ Line id:@kaset

ราคา 350.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนผีเสื้อขาว หนอนคืบละหุ่ง หนอนประกบใบส้ม หนอนกินใบชมพู่ หนอนร่าน หนอนแก้วส้ม หนอนไหมป่า หนอนกระทู้หอม(หนอนหนังเหนียว) ฯลฯหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผัก หนอมกินใบ หนอนแปะใบองุ่นหนอนกอข้าว หนอนบุ้งเล็ก กินใบมะพร้าวและปาล์มน้ำมันหนอนคืบต่าง ๆ วิธีการใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส 1.เทน้ำสะอาด20ลิตรลงในถังฉีดพ่นใช้สารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์ 4-5ซีซีผสมลงไปกวนให้เข้ากัน ใช้หัวเชื้อ 50กรัม ผสมลงไปทิ้งไว้1ชั่วโมง จึงฉีดพ่นได้โดยฉีดพ่น3ครั้งติดต่อกันห่างกัน3วัน และทุกๆ5-7วันเพื่อควบคุมหนอนต่อไป 2.ขยายเชื้อให้เป็นเชื้อสดได้20ลิตร (ใช้เชื้อบีทีที่ขยายเชื้อแล้ว1ลิตร/น้ำ200ลิตร) ข้อแนะนำเพิ่มเติม 1.ในแปลงที่ไม่เคยใช้เชื้อบีที ให้ใช้ทุก 3วันติดต่อกันเป็นเวลา 3ครั้ง อัตราการใช้200ซีซีต่อน้ำ20ลิตร (หัวเชื้อบีที2ลิตร/น้ำ200ลิตร)จากนั้น ทุกๆ 5 วันต่อครั้งเพื่อควบคุมศัตรูพืชต่อไปโดยอัตราการใช้เชื้อบีที 100ซีซี/น้ำ20ลิตร (ใช้การฉีดป้องกันแมลงได้ 3-5ไร่) 2.ฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นความชื้นมากกว่า 60% ควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นในบริเวณแปลงก่อนทุกครั้ง ควรรดน้ำในช่วง14.00-15.00 นาฬิกา ทิ้งไว้ประมาณ1ชั่วโมงหรือจนใบพืชไม่มีหยดน้ำเกาะติด ในกรณีที่ใช้ถังผสมมากกว่า100ลิตรไม่ต้องรดน้ำก่อนฉีดก็ได้เนื่องจากปั๊มฉีดแรงดันสูงจะช่วยเพิ่มน้ำในปริมาณมากกว่าเครื่องฉีดพ่นแบบเป้สะพานหลัง 3.ใช้ผ้าปิดจมูกและถุงมือเวลาสัมผัสเชื้อบีที หรือเวลาฉีดพ่น ให้ปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยละเอียดมากที่สุด ให้ละอองฟุ้งกระจายไปทั่วหลีกเลี่ยงลมกระโชกแรงเนื่องจากจะพัดพาละอองเชื้อออกนอกเป้าหมายพื้นที่แปลง 6. เชื้อที่ขยายได้ ไม่แนะนำให้ใช้เป็นหัวเชื้อเพื่อขยายต่อไปอีก เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนของเชื้ออื่นๆแล้วในการขยายเชื้อและเชื้อรุ่นต่อไปจะตัวเล็กลงและไม่แข็งแรงเท่าที่ควร 7. ในการขยายเชื้อควรทำในห้องที่สะอาดไม่มีลมพัดเพราะเชื้ออื่นๆอาจปนเปื้อนได้ ทุกขั้นตอนการทำใช้ถุงมือและผ้าปิดจมูกทุกครั้งที่สัมผัสเชื้อบีที 8. แปลงที่ใช้เชื้อบีที ติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า4เดือน อัตราการใช้ลดลงเหลือ 50 ซีซีต่อน้ำ20ลิตรได้เพราะระบบเกษตรอินทรีย์ในสวนหรือแปลงผักจะเกิดระบบนิเวศขึ้นมาหลังจากไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลงและศัตรูพืช ที่สำคัญไปกว่าคือตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคไม่ต้องเสี่ยงกับสารพิษในสารเคมี ปกติแล้วการฉีดพ่นสารกำจัดแมลงไปแล้ว24ชั่วโมงห้ามเข้าไปในสวนที่ฉีดพ่นแล้วและราคาสินค้าจากสวนอินทรีย์ก็มีราคาดีมากเป็นที่ต้องการของตลาด 9.ภายใน3-14วันหลังฉีดพ่นจะพบหนอนแห้งตายซึ่งในตัวหนอนจะมีเชื้อบีทีอยู่ภายในแสดงให้เห็นว่าเชื้อได้เติบโตและขยายตัวเองขึ้นมาในสวนของเกษตรกรได้เอง 10.ไม่ควรใช้น้ำยาล้างจานแทนสารจับใบเนื่องจากน้ำยาล้างจานมีสารกันบูดเป็นส่วนผสมอยู่ซึ่งจะทำให้การฉีดพ่นมักไม่ได้ผลดี หลีกเลี่ยงการใช้สารจับใบเคมีที่มีกรดละลายไขมันเข้มข้น(ผสมมากจะทำให้ใบพืชไหม้) 11.ในการฉีดพ่นเชื้อบีที ห้ามผสมสารเคมี ปุ๋ยเคมีทางใบหรือยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดเชื้อรา สามารถใช้ผสมร่วมกับฮอร์โมนพืชในกลุ่มออร์แกนิค เช่น สาหร่ายผง กรดอะมิโนหรือสารสกัดฮิวมิค แอซิด 12.ในกรณีที่เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์อื่นๆในกลุ่มเชื้อสดเช่นเชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อราบิวเวอร์เรีย เชื้อราเมธาไรเซียม เชื้อราพาซิโลมัยซิส สามารถผสมฉีดพ่นพร้อมกันได้(เวลาขยายเชื้อให้แยกถัง)โดยผสมรวมกันในถังฉีดกวนให้เข้ากันและรีบฉีดพ่นห้ามทิ้งค้างไว้เกิน1ชั่วโมง ในกรณีที่ใช้เชื้อสปอร์ แคงเกอร์ น็อค 5พิฆาต 4สหาย ให้ฉีดพ่นห่างจากพ่นเชื้อบีที ไปแล้ว3-5วัน 13.ห้ามใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราหรือแบคทีเรียในแปลงผักหรือสวนที่ใช้สารชีวภัณฑ์เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้จะทำลายสารชีวภัณฑ์และเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชไปจนหมด 14.แบคทีเรียบีทีจะเข้าทำลายแมลงได้เมื่อแมลงกินแบคทีเรียบีทีซึ่งมีส่วนประกอบของสปอร์และผลึกโปรตีนเข้าไปในกระเพาะอาหารสภาพความเป็นด่างในกระเพาะอาหารส่วนกลางจะช่วยย่อยสลายผลึกโปรตีนขนาดใหญ่ให้ได้ protoxin และน้ำย่อยโปรตีนจะช่วยย่อยสลายprotoxin ได้สารพิษเข้าทำลายเซลล์ผนังกระเพาะอาหารสารพิษจากบีทีจะเข้าทำลายที่ผนังกระเพาะอาหารของแมลงแต่ละชนิดเมื่อเซลล์ผนังกระเพาะอาหารถูกทำลายจะบวมและแตกออกเกิดเป็นรอยแยกที่ผนังกระเพาะอาหารทำให้อาหารของเหลวและเอนไซม์ต่างๆที่มีอยู่ภายในกระเพาะอาหารซึ่งมีสภาพเป็นด่างไหลออกมาปะปนกับน้ำเลือดในช่องว่างของลำตัวแมลงซึ่งมีสภาพเป็นกรดมีผลให้แมลงหยุดกินอาหารเคลื่อนไหวเชื่องช้าแสดงอาการโลหิตเป็นพิษชักกระตุกเป็นอัมพาตและตายในที่สุด เชื้อบีทีจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูต่อไป 15.ผลิตภัณฑ์บีทีที่มีประสิทธิภาพไม่ควรมีลักษณะรวมตัวกันเป็นก้อนแข็งหรือสูตรน้ำก็ไม่ควรมีการตกตะกอนหรือแยกชั้น 16.ควรใช้แบคทีเรียบีทีในขณะที่หนอนยังตัวเล็กหรือเริ่มฟักออกจากไข่ควรใช้แบคทีเรียบีทีในช่วงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บีทีถูกแสงแดดทำลายในกรณีที่แปลงปลูกพืชมีความชื้นน้อยควรให้น้ำก่อนพ่นเชื้อบีที 17.ถ้าพบหนอนใยผักในระยะที่กะหล่ำก่อนเข้าปลีเฉลี่ยเกิน 3 ตัวต่อต้นและหลังจากกะหล่ำเข้าปลีแล้วพบ 6 ตัวต่อต้นต้องทำการพ่นสารฆ่าแมลงการพ่นบีทีในแหล่งที่มีการระบาดของหนอนใยผักไม่รุนแรงควรพ่นสัปดาห์ละครั้งในแหล่งที่พบการระบาดอยู่เป็นประจำเช่นแหล่งปลูกผักที่ราบภาคกลางการใช้บีทีควรพ่นทุก 3-5วันเมื่อปริมาณหนอนเพิ่มถึงจำนวนที่กำหนดเอาไว้ในช่วงหน้าแล้งในท้องที่ภาคกลางพบว่าถ้ามีการระบาดของหนอนใยผักจะต้องลดช่วงพ่นบีทีลงมาเป็น 4 วันต่อครั้งจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผล 18.มักถูกทำลายโดยรังสีอุลตร้าไวโอเลตจากแสงอาทิตย์เมื่อฉีดพ่นไปบนพืชบีทีจึงอยู่บนต้นพืชได้ไม่นานดังนั้นจึงควรพ่นบีทีในช่วงบ่าย 4โมงไปแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงแสงอุลตร้าไวโอเลตจะช่วยให้บีทีคงอยู่บนใบพืชได้นานขึ้น 19. ควรศึกษาอุปนิสัยของแมลงศัตรูพืชว่าลงทำลายและอาศัยกัดกินอยู่บริเวณส่วนใดของพืชตัวอย่างเช่นกะหล่ำปลีจะมีหนอนใยผักและหนอนคืบกะหล่ำปลีซึ่งอาศัยกัดกินอยู่ทางด้านล่างของใบกะหล่ำปลีดังนั้นการพ่นบนพืชตระกูลกะหล่ำควรเอียงหัวฉีดเข้าทางด้านล่างของใบเพื่อให้ละอองของสารบีทีลงสู่ส่วนล่างของใบซึ่งเป็นแหล่งที่หนอนใยผักและหนอนคืบกะหล่ำปลีกัดกินอยู่ 20.การฉีดพ่นแบคทีเรียบีทีละอองขนาดใหญ่เกินไปจะทำให้สารไหลลงดินเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นจึงควรปรับขนาดละอองของหัวฉีดเครื่องพ่นสารให้มีละอองเล็กที่สุดจะทำให้ละอองจับผิวใบได้ดีกว่าก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดการสิ้นเปลือง 21. ควรหมั่นตรวจตราดูแปลงปลูกพืชโดยเดินสำรวจและพลิกใบเพื่อดูชนิดหนอนที่ลงทำลายยกตัวอย่างเช่นหนอนใยผักเป็นต้นการป้องกันกำจัดที่ให้ผลดีควรจะเริ่มทำในระยะแรกที่พบหนอนขนาดตัวเล็กๆที่เพิ่งฟักออกจากไข่โดยสังเกตดูจากจำนวนของแม่ผีเสื้อหมั่นตรวจดูให้คุ้นเคยกับรูปร่างลักษณะของไข่หนอนใยผักการใช้สารเคมีหรือแบคทีเรียบีทีกับหนอนใยผักที่มีขนาดตัวโตมักจะไม่ได้ผลในกะหล่ำ 22.เป็นจุลินทรีย์ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงศัตรูพืชเป้าหมายสูงไม่มีผลกระทบต่อแมลงศัตรูธรรมชาติซึ่งได้แก่แมลงห้ำแมลงเบียนตลอดจนแมลงที่มีประโยชน์อื่นๆและเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆสามารถนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้มีการผลิตจำหน่ายอย่างกว้างขวางซึ่งนำมาใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ มีความสามารถในการควบคุมแมลงศัตรูพืชอย่างกว้างขวางเพราะแบคทีเรียบีทีมีหลากหลายสายพันธุ์โอกาสที่แมลงสร้างความต้านทานต่อแบคทีเรียบีทีมีน้อยกว่าสารเคมีกำจัดแมลงไม่มีฤทธิ์ตกค้างเมื่อนำมาใช้บนพืชผักหลังจากเก็บผลิตผลแล้วสามารถนำมาล้างทำความสะอาดแล้วบริโภคได้ทันทีสามารถนำไปใช้ร่วมกับวิธีป้องกันกำจัดวิธีการอื่นๆได้เป็นอย่างดีสามารถนำไปใช้ร่วมกับสารกำจัดชนิดต่างๆหรือนำไปทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดแมลงในแหล่งที่มีปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อต่อสารเคมี 23.สามารถผสมฉีดพร้อมกับ เชื้อสดไตรโคเดอร์มา เชื้อสดบิวเวอร์เรีย เชื้อสดเมธาไรเซียม เชื้อสดพาซิโลมัยซิส ได้ แต่ต้องรีบฉีดพ่นห้ามผสมทิ้งไว้เกิน1ชั่วโมง ราคา 250 บาท ฟรีค่าส่งด่วน EMS อ่านวิธีการขยายเชื้อ www.kasetkawna.com หรือติดต่อ Line id:@kaset

ราคา 350.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาวยาสูบ ไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne incognita) ในแง่งพันธุ์ขิงไส้เดือนฝอยรากปม ในผักกาดหอมไส้เดือนฝอยรากปม ในพริกมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัด ไข่หอยเชอรี่เพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังและ ไข่ของหนอนผีเสื้อหลายชนิด เช่น ไข่ของหนอนใยผัก ไข่ของหนอนกระทู้หอม ไข่ของหนอนเจาะสมอฝ้ายนอกจากนี้ยังมีผลในการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปม ทั้งใน ระยะไข่ และตัวเต็มวัย รวมถึงหอยทาก สามารถผสมน้ำฉีดพ่นพร้อมกันกับปุ๋ยทางใบ ธาตุอาหารเสริม ฮอร์โมนต่างๆ 1.ฉีดพ่นทันที โดยใช้หัวเชื้อในอัตรา 50กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมน้ำ20ลิตรในถัง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์4-6ซีซีกวนให้เข้ากันตักหัวเชื้อเทลงไป50กรัมกวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมง เทน้ำใสๆเข้าไปในถังฉีดพ่นส่วนกากก้นถังเททิ้งไป 2.ขยายเชื้อเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจากหัวเชื้อให้เป็นเชื้อสดจำนวน20ลิตร อัตราการใช้เชื้อสด1ลิตรผสมน้ำได้200ลิตร เชื้อราพาซิโลมัยซิส การควบคุมและทำลาย เชื้อราพาซิโลมัยซิส สามารถควบคุมและทำลายไข่แมลงและตัวแมลงได้โดย เมื่อเชื้อราพาซิโลมัยซิส เข้าสู่แมลงทางผิวหนัง หรือช่องว่างของลำตัวรวมทั้งจะสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยผนังบางส่วนและงอกสปอร์แทงผ่านลำตัวเข้าไป เจริญ และเพิ่มปริมาณทำให้แมลงเกิดโรค ตายในที่สุด แมลงที่ตายด้วยเชื้อราพาซิโลมัยซิส จะมีลักษณะลำตัวแข็งมีเชื้อราขึ้นปกคลุมลำตัว ซึ่งระยะเวลาในการทำลายจะเร็วหรือช้า ขึ้นกับสภาพแวดล้อมได้แก่อุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่าง ที่เหมาะสมคือ อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส ความชื้น มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแสงแดด มีรังสียูวีจะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา นอกจากนี้ความรุนแรงของเชื้อ จะรุนแรงมากหรือน้อย ยังขึ้นกับลักษณะพันธุกรรมของเชื้อ ความแข็งแรง หรือภูมิต้านทานของแมลงอีกด้วย กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราพาซิโลมัยซิส เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 60 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลงหรือไข่แมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลงหรือไข่แมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของแมลง ในกรณีที่เป็นไข่แมลงจะใช้เวลา2-4วันไข่แมลงจะเปลี่ยนเป็นสีขาวด้านแข็งซึ่งหนอนแมลงจะไม่สามารถฝักตัวออกได้ เชื้อราพาซิโลมัยซิส ที่ตกที่ผนังลำตัวแมลงหรือไข่แมลง เมื่อมีสภาพที่เหมาะสมสปอร์จะงอกแทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปไชช่องว่างภายใน ลำตัวและเจริญเติบโตเป็นเส้นใยท่อนสั้นๆ ทำลายเซลล์เม็ดเลือดในตัวของแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด หลังจากแมลงตายแล้วเชื้อราจะสร้างสปอร์แพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราพาซิโลมัยซิส สปอร์เชื้อราตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงหรือไข่เข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทะลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง สปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูต่อไป ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกเชื้อราพาซิโลมัยซิส ทำลาย แมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฏจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผง ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายส่วนไข่แมลงหลังจากสัมผัสเชื้อราไปแล้ว2-3วันไข่จะฝ่อเปลี่ยนเป็นสีขาวด้าน แข็ง การใช้เชื้อราพาซิโลมัยซิส ควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงกับช่วงเวลา และตัวของแมลงเอง อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อราพาซิโลมัยซิส จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี จะอยู่ในระหว่าง 25-27 องศาเซลเซียส ความชื้น ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อราพาซิโลมัยซิส ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมาและแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นเพลี้ยระบาดหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยอยู่แล้ว หากแมลงระบาดในช่วงแล้ง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล แสงกับช่วงเวลา การที่จะพ่นเชื้อราพาซิโลมัยซิส ให้ได้ผล คือ ต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่นเชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น การฉีดพ่นเชื้อราพาซิโลมัยซิส การพ่นเชื้อราพาซิโลมัยซิส เพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องพ่นซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นไป และควรพ่นในช่วงที่แมลงยังตัวเล็กๆ การพ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปยังเนื้อเยื่อได้ เมื่อแมลงมาดูดกินก็จะได้รับสารเคมีทำให้แมลงตาย ในกรณีที่แมลงเกาะอยู่ใต้ใบ หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ เชื้อราจะไม่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ดังนั้นการพ่นเชื้อราต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลายแมลงได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส้นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวแมลงได้ การใช้อุปกรณ์พ่นสารเคมีร่วมกับอุปกรณ์พ่นเชื้อรา สามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกันได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้น ถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดยเฉพาะที่หัวฉีด เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี ในกรณีที่เกษตรใช้ปั๊มแรงดันสูงมักใช้ได้ผลดีกว่าเครื่องฉีดแบบมือโยกจึงจะทำให้มีความชื้นมากและต้องพ่นให้เปียกโชก ควรผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณ์ด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น ดังนั้น เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราพาซิโลมัยซิส ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืชรวมถึงไข่แมลง จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิด และใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล อ่านคู่มือการขยายเชื้อ www.kasetkawna.com หรือติดต่อ Line id:@kaset

ราคา 350.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
เชื้อราเมธาไรเซียม สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น ปลวก ด้วงหนวดยาว ด้วงมะพร้าว ด้วงหมัดผัก ตั๊กแตน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงปากกัดปีกแข็ง หนอนกระทู้คอรวง หนอนกอข้าว หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนผีเสื้อต่างๆ วิธีการใช้หัวเชื้อราเมธาไรเซียม มี2วิธี 1.ฉีดพ่นทันที โดยใช้ในอัตรา 50กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมน้ำ20ลิตรในถัง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์4-6ซีซีกวนให้เข้ากันตักหัวเชื้อเทลงไป50กรัมกวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมง เทน้ำใสๆเข้าไปในถังฉีดพ่นส่วนกากก้นถังเททิ้งไป 2.ขยายเชื้อเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจากหัวเชื้อให้เป็นเชื้อสดจำนวน20ลิตร อัตราการใช้เชื้อสด 1ลิตร/น้ำ200ลิตร เชื้อราเมธาไรเซียม เป็นเชื้อราที่มีสีเขียวหม่น เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิด อย่างกว้างขวาง จัดเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย (Dorysthenes buqueti Guerin.) สามารถทำลายด้วงหนวดยาวได้ทุกระยะ ตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่จนถึงตัวเต็มวัย สามรถทำลายระยะที่เป็นหนอนได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จัดว่าเป็นการควบคุมโดยชีววิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง รวมทั้งเชื้อราเมธาไรเซียม สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นานกว่า 3 ปี ทำให้มีระยะการควบคุมได้นาน การควบคุมและทำลาย เชื้อราเมธาไรเซียม สามารถควบคุมและทำลายแมลงได้โดย เมื่อเชื้อราเมธาไรเซียม เข้าสู่แมลงทางผิวหนัง หรือช่องว่างของลำตัวรวมทั้งจะสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยผนังบางส่วนและงอกสปอร์แทงผ่านลำตัวเข้าไป เจริญ และเพิ่มปริมาณทำให้แมลงเกิดโรค ตายในที่สุด แมลงที่ตายด้วยเชื้อราเมธาไรเซียม จะมีลักษณะลำตัวแข็งมีเชื้อราขึ้นปกคลุมลำตัวภายนอกเป็นสีเขียว ซึ่งระยะเวลาในการทำลายจะเร็วหรือช้า ขึ้นกับสภาพแวดล้อมได้แก่อุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่าง ที่เหมาะสมคือ อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้น มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแสงแดด มีรังสียูวีจะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา นอกจากนี้ความรุนแรงของเชื้อ จะรุนแรงมากหรือน้อย ยังขึ้นกับลักษณะพันธุกรรมของเชื้อ ความแข็งแรง หรือภูมิต้านทานของแมลงอีกด้วย กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราเมธาไรเซียม เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 60 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของแมลง เชื้อราเมธาไรเซียม ที่ตกที่ผนังลำตัวแมลง เมื่อมีสภาพที่เหมาะสมสปอร์จะงอกแทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปไชช่องว่างภายใน ลำตัวและเจริญเติบโตเป็นเส้นใยท่อนสั้นๆ ทำลายเซลล์เม็ดเลือดในตัวของแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด หลังจากแมลงตายแล้วเชื้อราจะสร้างสปอร์แพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ เฝ้าระวังแปลงนาของเกษตรกรจากแมลงศัตรูข้าง เพราะสามารถทำลายแมลงได้ทุกระยะ การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราเมธาไรเซียม สปอร์เชื้อราตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทะลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง สปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูต่อไป ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกเชื้อราเมธาไรเซียม ทำลาย แมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว ออกจากที่ซ่อนตัวมองเห็ดได้ชัดเจน สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฏจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย การใช้เชื้อราเมธาไรเซียม ควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงกับช่วงเวลา และตัวของแมลงเอง อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อราเมธาไรเซียม จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี จะอยู่ในระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้น ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อราเมธาไรเซียม ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมาและแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นเพลี้ยระบาดหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยอยู่แล้ว หากแมลงระบาดในช่วงแล้ง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล แสงกับช่วงเวลา การที่จะพ่นเชื้อราเมธาไรเซียม ให้ได้ผล คือ ต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่นเชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น การฉีดพ่นเชื้อราเมธาไรเซียม การพ่นเชื้อราเมธาไรเซียม เพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องพ่นซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นไป และควรพ่นในช่วงที่แมลงยังตัวเล็กๆ การพ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปยังเนื้อเยื่อได้ เมื่อแมลงมาดูดกินก็จะได้รับสารเคมีทำให้แมลงตาย ในกรณีที่แมลงเกาะอยู่ใต้ใบ หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ เชื้อราจะไม่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ดังนั้นการพ่นเชื้อราต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลายแมลงได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส้นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวแมลงได้ การใช้อุปกรณ์พ่นสารเคมีร่วมกับอุปกรณ์พ่นเชื้อรา สามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกันได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้น ถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดยเฉพาะที่หัวฉีด เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี จึงจะทำให้มีความชื้นมากและต้องพ่นให้เปียกโชก ควรผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณ์ด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น ดังนั้น เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราเมธาไรเซียม ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืช จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิด และใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล อ่านวิธีการขยายเชื้อเมธาไรเซียม www.kasetkawna.com หรือติดต่อ Line id:@kaset

ราคา 350.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
ชื้อราบิวเวอร์เรีย สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ เป็นต้น วิธีการใช้หัวเชื้อราบิวเวอร์เรีย มี2วิธี 1.ฉีดพ่นทันที โดยใช้หัวเชื้อในอัตรา 50กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมน้ำ20ลิตรในถัง ผสมสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์4-6ซีซีกวนให้เข้ากันตักหัวเชื้อเทลงไป50กรัมกวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1ชั่วโมง เทน้ำใสๆเข้าไปในถังฉีดพ่นส่วนกากก้นถังเททิ้งไป 2.ขยายเชื้อเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจากหัวเชื้อให้เป็นเชื้อสดจำนวน20ลิตร อัตราการใช้เชื้อสด1ลิตร/น้ำ200ลิตร เชื้อราบิวเวอร์เรีย คืออะไร เชื้อราบิวเวอร์เรีย ( Beauveria bassiasna ) เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ในอันดับ Homoptera Lepidoptera Coleoptera และ Diptera ซึ่งได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่างๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกำจัดปลวก และมดคันไฟได้ ทำให้มดและปลวกตายยกรังได้ กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 70 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืช เศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น เชื้อราบิวเวอร์เรียเป็นเชื้อราที่สามารถให้เกิดโรคได้กับแมลงได้หลาย ชนิด โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนศัตรูพืช เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราบิวเวอร์เรียที่ตกที่ผนังลำตัวแมลง เมื่อมีสภาพที่เหมาะสมสปอร์จะงอกแทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปไชช่องว่างภายใน ลำตัวและเจริญเติบโตเป็นเส้นใยท่อนสั้นๆ ทำลายเซลล์เม็ดเลือดในตัวของแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด หลังจากแมลงตายแล้วเชื้อราจะสร้างสปอร์แพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ เฝ้าระวังแปลงนาของเกษตรกรจากแมลงศัตรูข้าง เพราะสามารถทำลายแมลงได้ทุกระยะ แต่เมื่อเกษตรกรฉีดพ่นสารเคมีหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา กำจัดเชื้อราสาเหตุของโรคข้าว จะทำให้เชื้อราบิวเวอร์เรียถูกทำลายไปด้วย เป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศน์วิทยาในนาข้าวต่อไป การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย สปอร์เชื้อราตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง สปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูต่อไป ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกเชื้อราบิวเวอเรียเข้าทำลาย แมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฎจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้ยใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงกับช่วงเวลา และตัวของแมลงเอง อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อราเชื้อราบิวเวอร์เรียที่จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี จะอยู่ในระหว่าง 25-27 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ สปอร์จะไม่เจริญเติบโตและเสื่อมคุณภาพ เมื่อเชื้อราพ่นกำจัดแมลงหรือเพลี้ยก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ความชื้น ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อราเชื้อราบิวเวอร์เรีย ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมาและแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นเพลี้ยระบาดหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยอยู่แล้ว หากแมลงระบาดในช่วงแล้ง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล แสงกับช่วงเวลา การที่จะพ่นเชื้อราเชื้อราบิวเวอร์เรียให้ได้ผล คือ ต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่นเชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น สำหรับ เพลี้ยแป้งซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง คือ มีแป้งคลุมตัวอีกชั้นหนึ่ง การพ่นเชื้อรากว่าสปอร์จะทะลุเข้าไปถึงตัวชั้นใน จะต้องผ่านแป้งที่คลุมอยู่อีกหนึ่งชั้น ดังนั้นการใช้เชื้อรากำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจึงยากกว่าการกำจัดเพลี้ยธรรมดา และระยะที่เหมาะสมกับการพ่นเชื้อรา คือ ช่วงระยะตัวอ่อน ซึ่งเพลี้ยแป้งยังไม่มีแป้งมาปปกคลุมลำตัว การฉีดพ่นเชื้อราเชื้อราบิวเวอร์เรีย การพ่นเชื้อราเชื้อราบิวเวอร์เรียเพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องพ่นซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นไป และควรพ่นในช่วงที่แมลงยังตัวเล็กๆ การพ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปยังเนื้อเยื่อได้ เมื่อแมลงมาดูดกินก็จะได้รับสารเคมีทำให้แมลงตาย ในกรณีที่แมลงเกาะอยู่ใต้ใบ หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ เชื้อราจะไม่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ดังนั้นการพ่นเชื้อราต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลานเพลี้ยได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส้นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวแมลงได้ การใช้อุปกรณ์พ่นสารเคมีร่วมกับอุปกรณ์พ่นเชื้อรา สามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกันได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้น ถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดยเฉพาะที่หัวฉีด เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี จึงจะทำให้มีความชื้นมากและต้องพ่นให้เปียกโชก ควรผสมสารจับใบด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น ดังนั้น เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืช จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิด และใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล อ่านวิธีการขยายเชื้อ www.kasetkawna.com หรือติดต่อ Line id:@kaset

ราคา 350.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร

สวนเกษตรผสมผสาน | นครปฐม
สารชีวภัณฑ์ ชุด5พลังประกอบด้วย 1.หัวเชื้อราบิวเวอร์เรีย บาสเซียน่า 1ซอง 2.หัวเชื้อราเมธาไรเซียม แอนนิโซเฟียร์ 1 ซอง 3.หัวเชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส 1ซอง 4.หัวเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส 1ซอง 5.หัวเชื้อราไตรโคเดอร์มา ฮาร์เซียนัม 1ซอง 6.สาหร่ายผงเลี้ยงเชื้อ 2ซอง ลดต้นทุนการผลิต ทำเกษตรปลอดสารพิษอันตราย ใช้เชื้อ5พลัง 5สารชีวภัณฑ์ 1ชุดประกอบด้วย 1.ไตรโคเดอ์มา 2.บิวเวอร์เรีย 3.เมธาไรเซียม 4.พาซิโลมัยซิส 5.แบคทีเรีย บีที หัวเชื้อ1เชื้อสามารถผลิตเชื้อสดได้ 20ลิตร วิธีการขยายเชื้อสดทำได้ง่ายผลิตเชื้อสดได้ภายใน7-10วันหลังขยายเชื้อวิธีการใช้งาน ตวงเชื้อสดน้ำที่ขยายแล้ว ชนิดล่ะ100ซีซีผสมน้ำ20ลิตรหรือ 1ลิตรผสมรวมกันในน้ำ200ลิตร กวนให้เข้ากันใช้ฉีดพ่นได้ทันที 1ชุด ผสมน้ำฉีดพ่นได้ 4, 000ลิตร ครอบคลุมในการกำจัดแมลงศัตรูพืช และป้องกันโรคพืช ในการฉีดพ่นในครั้งเดียว ไม่มีคำว่าดื้อยา สุดคุ้ม สุดประหยัด สุดปลอดภัย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่รักตัว กลัวตาย รักสุขภาพของตนเองและผู้อื่น เชื้อราบิวเวอร์เรีย บาสเซียน่า สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น เชื้อราเมธาไรเซียม แอนนิโซเฟียร์ สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น เชื้อราเมธาไรเซียม สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น ปลวก ด้วงหนวดยาว ด้วงมะพร้าว ด้วงหมัดผัก ตั๊กแตน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยกรโดดสีน้ำตาล แมลงปากกัดปีกแข็ง หนอนกระทู้คอรวง หนอนกอข้าว หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนผีเสื้อต่างๆ เชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น ไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne incognita) ในแง่งพันธุ์ขิงไส้เดือนฝอยรากปม ในผักกาดหอมไส้เดือนฝอยรากปม ในพริกมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัด ไข่หอยเชอรี่เพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังและ ไข่ของหนอนผีเสื้อหลายชนิด เช่น ไข่ของหนอนใยผัก ไข่ของหนอนกระทู้หอม ไข่ของหนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยไฟ ไรแดง และแมลงหวี่ขาว นอกจากนี้ยังมีผลในการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปม ทั้งใน ระยะไข่ และตัวเต็มวัย หอยทาก เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส สามารถป้องกัน และกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนผีเสื้อขาว หนอนคืบละหุ่ง หนอนประกบใบส้ม หนอนกินใบชมพู่ หนอนร่าน หนอนแก้วส้ม หนอนไหมป่า หนอนกระทู้หอม(หนอนหนังเหนียว) ฯลฯหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผัก หนอมกินใบ หนอนแปะใบองุ่นหนอนกอข้าว หนอนบุ้งเล็ก กินใบมะพร้าวและปาล์มน้ำมันหนอนคืบต่าง ๆ เชื้อราไตรโคเดอร์มา ควบคุม ทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น 1. ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ 2. ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง ใน ลำไย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ 3. ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิดต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง 4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด 5. ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง 6. ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก 7. ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับ สนใจดูวิธีการขยายเชื้อ www.kasetkawna.com หรือ Line id:@kaset ฟรีค่าส่งด่วน EMS

ราคา 1,300.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875

ร้านนี้ยังไม่มีการแจ้งเลขทะเบียนพานิชย์ เปิดร้านมาแล้ว 3 ปี 5 เดือน

อีเมล โทร


เมนูส่วนล่างของเว็บ