สวนเกษตรผสมผสาน
ใน สวนเกษตรผสมผสาน
แชร์บน facebook

จุลินทรีย์ดิน โรงงานผลิตปุ๋ยในดิน

สวนเกษตรผสมผสาน

บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ในการเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่หลายๆท่านมีคำถามว่าทำไมต้นไม้ พืชที่อยู่ในป่า จึงแข็งแรง ทนทาน ต้านโรคและแมลง ปุ๋ยก็ไม่เคยมีใครเอาไปใส่ให้ แต่กลับเติบโตออกดอกติดผลให้เก็บมาบริโภคกันอย่างต่อเนื่อง ที่คนสมัยก่อนเรียกว่าของป่านั้นเอง พืชเหล่านั้นได้ปุ๋ยมาจากที่ไหน ขาดน้ำหลายเดือนก็ยังอยู่ได้ และเกษตรกรหลายๆท่านเคยแปลกใจบ้างไหมว่าการทำการเกษตรใช้สารเคมีคุณภาพดีๆราคาแพงๆยิ่งใช้ผลผลิตยิ่งลดลงเรื่อยๆไปถามผู้รู้ท่านก็ตอบว่าเพราะดินไม่ดี ดินมันตาย มันไม่มีชีวิต ดินที่มีชีวิต เป็นดินที่มีความสมดุลของสิ่งมีชีวิตในดินรวมถึงจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในดินด้วย สมดุลของจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินสภาพธรรมชาติก็คือ ความสมดุลในด้านของจุลินทรีย์และความหลากหลายของจุลินทรีย์ ฉะนั้นจำนวนจุลินทรีย์กับความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดินที่เหมาะสมที่สุดในการทำการเกษตร คือดินที่มีจุลินทรีย์อยู่หลายกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ดินป่า ซึ่งนั้นคือตัวอย่างของดินที่มีชีวิต ในอดีตการทำการเกษตรของไทยทั้งพืชยืนต้น ผักสวนครัวและพืชล้มลุกใช้ปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อยก็ได้ผลผลิต ผลตอบแทนที่สุดแสนจะคุ้มค่าจึงเป็นค่านิยมเดิมๆของเกษตรกรที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเรื่อยมาเป็นการสอนต่อจากรุ่นสู่รุ่นว่าปุ๋ยสูตรนั้นสูตรนี้ดีมากมาย มีการไถตากพื้นดิน โรยปูขาว เผาทำลายวัชพืช ตอซัง ซากพืช ซ้ำร้ายยิ่งกว่าคือการใช้สารเคมีล้วนๆในการกำจัดวัชพืชต่างๆและนั้นเป็นสาเหตุสะสมมาอย่างต่อเนื่องที่ทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่เป็นตัวสร้างสภาวะแวดล้อมให้พืชหรือสร้างระบบนิเวศน์ในดินได้ถูกทำลายลงอย่างถาวรแต่สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชแมลงศัตรูพืชกลับพัฒนาตนเองให้มีชีวิตอยู่ได้และมีความต้านทานสารเคมีต่างๆมากขึ้น จุลินทรีย์ในดินมีหน้าที่ในกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่หรือการแปรสภาพอินทรีย์วัตถุ ซากพืช ซากสัตว์มูลสัตว์ต่างๆในดินให้กลายเป็นแร่ธาตุอาหาร กรดอะมิโน และฮอร์โมนพืชชนิดต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับพืช เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่าจุลินทรีย์ก็คือ ตัวการที่จะทำให้สารอินทรีย์ย้อนกลับไปเป็นธาตุอาหารพืชใหม่ได้อีกครั้ง นั่นคือทำให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารพืชในดิน ในปัจจุบันการทำการเกษตรมีการใช้ปุ๋ยเคมีกันมากเพราะความต้องการผลผลิตที่มากขึ้น เมื่อต้องการผลผลิตมากขึ้นก็จำเป็นต้องนำเอาปัจจัยการผลิตอื่นๆใส่เข้าไปเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการใช้อย่างไม่สมดุล เป็นการใช้อย่างทำลายมากกว่า จะเห็นได้จากกรณีการเปิดป่า หรือการนำพื้นที่มาใช้จะเริ่มต้นด้วยการเผา ซึ่งทำให้จุลินทรีย์ส่วนหนึ่งตายไป และอินทรีย์วัตถุส่วนหนึ่งหายไป ส่วนที่เคยอยู่ในระบบก็หายไปอยู่นอกระบบ เมื่อจุลินทรีย์หลายชนิดตายไปอีกหลายชนิดก็ลดจำนวนลง อัตราการเกิดกระบวนการหมุนเวียนย้อนกลับไปเป็นปัจจัยการผลิตก็ลดน้อยลง เมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้ตายหรือลดน้อยลงก็ทำให้ดินนั้นตายไปด้วย และนี่คือบทบาทของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาข้างต้นเมื่อต้องการให้ระบบนิเวศของดินกลับมาทำงานหรือกลับมามีชีวิตเกษตรกรจึงต้องเติมจุลินทรีย์เหล่านั้นเข้าไปในสวนเกษตรของเกษตรกร สินค้า : จุลินทรีย์ดิน มีส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดสรรค์ว่ามีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ในดิน 10ชนิด ประกอบด้วย 1.อะโซโตแบคเตอร์ Azotobacter vinelandii , Azotobacter chroococcum มีหน้าที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้พืชได้ใช้ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนมากกว่า78% เป็นแบคทีเรียที่เคลื่อนที่ได้ใช้ออกซิเจนอยู่อย่างเป็นอิสระในดิน มีความสำคัญในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้เปลี่ยนรูปเป็นไนเตรทและแอมโมเนียที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งจะผลิตเอ็นไซม์ไนโตรจิเนส เพื่อช่วยการเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนให้เป็นสารประกอบไนโตรเจนดังกล่าวและกรดอะมิโนที่พืชนำไปใช้ได้นั้นเอง 2.อะโซสไปริลลัม (Azospirillum sp.) จุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตของพืช เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตฮอร์โมน เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน และวิตามิน เช่น ไธอามีน ไบโอติน วิตามินบี 12 ซึ่งเป็นสารช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ดและรากพืช เร่งการเจริญเติบโตของพืชส่งเสริมการออกดอก และเพิ่มการติดผล 3. บาซิลลัส เมกะทีเรียม (Bacillus megaterium var. phoshaticum) และ แซคคาโลมัยซีส Saccharomyces cerevisiae ช่วยละลายธาตุฟอสฟอรัส (จากปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส)ที่ถูกดินยึดไว้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับพืชให้ละลายกลับมาเป็นปะโยชน์กับพืชอีกครั้งโดยทั่วไปพืชจะนำธาตุฟอสฟอรัสไปใช้ได้เพียง 20% ส่วนอีก 80% จะถูกดินยึดไว้ แบคทีเรียตัวนี้จะทำให้ส่วนฟอสฟอรัส 80% ที่ถูกดินยึดไว้ละลายออกมาและกลับเป็นประโยชน์กับพืชอีกครั้ง ธาตุฟอสฟอรัสมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบรากของพืช ถ้าพืชมีระบบ รากดีจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตขอส่วนเหนือดินทำให้พืชตั้งตัวเร็ว การเจริญเติบโต และผลผลิตเพิ่มขึ้น พืชที่นิยมใช้หินฟอสเฟตรองก้นหลุม เช่นยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลทุกชนิด ตลอดจน พืชผักพืชไร่ และ ไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งจะช่วยในเรื่องทำให้พืชติดตอกติดผล 4. บาซิลลัส ไลเคนนิฟอมิส (Bacillus lichenifomis) เป็น facultative anaerobic คือ สามารถทำงานได้ทั้งสภาวะที่มีออกซิเจนหรือไม่มีออกซิเจนเลยก็ได้ ซึ่งตัวนี้เหมาะสำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ที่พื้นบ่อ ทำให้มีขี้เลนน้อยลงและกำจัดกลิ่นเลนเหม็น และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งขาวแวนนาไมได้อีกด้วย เหมาะกับพื้นที่เกษตรที่เคยเป็นทุ่งน่าเก่าหรือดินเกษตรมีลักษณะเป็นดินเลนในที่ราบลุ่ม 5. บาซิลลัส โพลีมายซา (bacillus polymyxa) จะไปจับอยู่ที่รากพืชผลิตสารที่ช่วยปกป้องพืชจากเชื้อโรค การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้กับรากของพืชยังทำให้ขนรากมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพสมบูรณ์แข็งแรงมีความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุอาหาร 6.บาซิลัส ซับทีลีส (Bacillus subtills )ซึ่งจะมีคุณสมบัติการ ย่อยสลายอินทรีย์ที่ดี และมีประสิทธิภาพในการย่อยสูงมาก สามารถย่อยได้ทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ผลิตปุ๋ยโปรเตสเซียมให้เป็นประโยชน์ โดยละลายแร่ธาตุโปรแตสเซียมที่ถูกดินยึดเอาไว้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องทำให้พืชติดตอกติดผล 7.คีโตเมี่ยม (Chaetomium lucknowense) ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุแล้วถ่ายมูลออกมาเรียกว่า กรดอินทรีย์ ส่วนที่เป็นธาตุอาหารพืชซึ่งอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่ โพลิตินอล. ควินนอยด์. อโรเมติค. ซิลิลิค. ออแกนิค. ส่วนที่เป็นฮอร์โมนพืช ได้แก่ ออกซิน (ไซโตคินนิน. จิ๊บเบอเรลลิน. เอทธิลิน. อีเทฟอน. อีเทรล. แอบซิสสิค. เอบีเอ. ไอเอเอ. เอ็นเอเอ.ฯลฯ)และส่วนที่เป็นท็อกซิน.ซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อโรคพืช ได้ 8.สเตร็ปโตมายซิส เทอร์โมฟิลัส streptomyces thermophilus เป็นแบคทีเรียในสกุล Streptococcus ที่สร้างกรดแล็กทิก (Lactic acid) เจริญในสภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำหรือไม่มีออกซิเจน เป็นแบคทีเรียที่ชอบร้อน ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากน้ำนม ได้แก่ นมเปรี้ยว เช่น โยเกิร์ต เนยแข็งโดยจะเปลี่ยนน้ำตาลแล็กโทส น้ำนม เป็นกรดแล็กทิก (Lactic acid) และสร้างกรดฟอร์มิก (Formic acid) คุณสมบัติของ จุลินทรีย์ดิน 1.เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ย(N, P, K)ธาตุอาหารหลักในดินเปรียบเสมือนเป็นการสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยใต้ดิน เนื่องจากจุลินทรีย์ทุกตัวจะทำการผลิตปุ๋ยต่อเนื่องและตลอดเวลา ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ซึ่งพืชก็ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้อย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างสมบูรณ์เช่นกัน 2.แปรสภาพอินทรีย์วัตถุในดินให้กลายเป็นธาตุอาหารรองสำหรับพืช เมื่อใส่ลงไปในดินจุลินทรีย์จะเติบโตและสร้างกลุ่มรอบผิวรากหรือในรากพืช ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและปกป้องระบบรากของพืช ช่วยส่งเสริมการเจริญ เติบโตของพืชหรือพีจีพีอาร์ (PGPR, plant growth promoting Rhizobacteria) ซึ่งมีสมบัติในการส่งเสริมและ ป้องกันพืชผ่านกลไกทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการผลิตฮอร์โมนพืช ละลายธาตุอาหาร ควบคุมการดูดซึม สารอาหาร และชักนำระบบความต้านทานโรคพืชในพืช 3.สร้างฮอร์โมนเช่น ฮอร์โมนกลุ่มมออกซิน (auxins) ซึ่งกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์การแบ่งเซลล์และการเปลี่ยน สภาพของเซลล์ สร้างเอนไซม์ไคติเนส (chitinase) และ ลามินาริเนส (laminarinase) ย่อยเส้นใยเชื้อราโรคพืช สร้างสารปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรคพืชได้ 4.ตัวจุลินทรีย์เองมีองค์ประกอบของธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกกานีส คาร์โบไฮเดตร ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ ฯลฯ ดังนั้นเมื่อตัวจุลินทรีย์ตายลงธาตุอาหารทั้งหมดเหล่านี้ก็จะกลายเป็นธาตุอาหารสำหรับพืชทันที เนื่องจากจุลินทรีย์มีความสามารถขยายตัวเป็นล้านล้านตัวภายใน24ชั่วโมง จุลินทรีย์ที่เกิดแล้วมีอายุ48-72ชั่วโมง เมื่อตายไปก็กลายเป็นอาหารพืชต่อไป ซึ่งระบบจะหมุนเวียนกันไปเช่นนี้เรื่อยๆพืชจึงมีอาหารอย่างสม่ำเสมอ 5.ช่วยให้พืชได้รับปุ๋ยเคมีและอินทรีย์ชีวภาพได้มากขึ้น ทำให้ใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดปัญหาสารเคมีตกค้างในดินอันเป็นสาเหตุของดินเป็นกรด-ด่างสูง เป็นการปรับสภาพของดินที่มีความเป็นกรด-ด่างสูงไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก 6.ป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียโรคพืชเข้ามาในชั้นดิน บริเวณรากและโคนต้นของพืช เมื่อมีจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยฃน์ต่อดินอยู่ในปริมาณมากทำให้การเกิดและเติบโตการขยายตัวของเชื้อราและแบคทีเรียโรคพืชเป็นไปได้ยาก ตัวจุลินทรีย์มีความสามารถในการสร้างสารปฎิชีวนะในการป้องกันโรคพืชทั้งในดินและบนดิน ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.kasetkawna.com, สอบถามได้ที่ Line id:@kaset หรือ

ราคา 400.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875 จังหวัดนครปฐม

ติดต่อ/สั่งซื้อ โทรทันที

สารสกัด ฮิวมิค แอซิด

สวนเกษตรผสมผสาน

สารฮิวมิค(humic substances)เป็นลำดับของสารที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง สีน้ำตาลถึงดำ เกิดจากปฎิกริยาการสังเคราะห์ทุติยภูมิ คำนี้ใช้เป็นชื่อเรียกทั่วๆไปเมื่อกล่าวถึงวัตถุมี่มีสีหรือส่วนย่อยของมันที่ได้รับตามคุณลักษณะการละลายที่ต่างกันได้แก่ กรดฮิวมิค(humic acid) กรดฟุลวิค(fulvic acid) ฮิวมิน(humin) เกษตรกรตั้งแต่ยุคโบราณได้ยอมรับความสำตัญของประโยชน์ที่ได้จากอินทรีย์วัตถุในดินที่มีต่อผลผลิตทางการเกษตร ประโยชน์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องโต้เถียงกันมาช้านานหลายศตวรรษและเป็นเรื่องที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ประโยชน์หลายประการของอินทรีย์วัตถุได้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดีโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ผลที่ได้บางอย่างจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับองค์ประกอบอื่นของดินด้วยซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะพิจารณาว่าประโยชน์นั้นเกิดจากอินทรีย์วัตถุเพียงอย่างเดียวโดยความเป็นจริงแล้วดินคือระบบขององค์ประกอบร่วมหลายชนิดที่ซับซ้อนของสสารหลายชนิดที่ทำปฏิกริยาซึ่งกันและกัน และคุณสมบัติของดินจึงเกิดจากผลที่ได้แท้ๆจากการทำปฏิกริยาซึ่งกันและกันเหล่านั้น ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการสื่อสารกันในเรื่องสารฮิวมิคเป็นเรื่องขาดการให้คำจำกัดความที่แม่นยำสำหรับการกำหนดองค์ประกอบย่อยต่างๆอย่างชัดเจน น่าเสียดายที่คำที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างตรงความหมาย คำว่าฮิวมัสถูกใช้โดยนักวิทยาศาสตร์ ด้านดินบางท่านให้ความหมายเช่นเดียวกับอินทรีย์วัตถุในดิน Soil Organic Matterซึ่งหมายถึงวัตถุที่เป็นสารอินทรีย์(Organic Material)ทั้งหมดในดินรวมทั้งสารฮิวมิคด้วย ในทำนองเดียวกันคำว่าฮิวมัสก็ถูกใช้เรียกสารฮิวมิคเพียงอย่างเดียวบ่อยๆ หน้าที่ของอินทรีย์วัตถุในดิน(Function of Organic Matter in Soil) อินทรีย์วัตถุมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยอาศัยคุณสมบัติทางฟิสิคซ์, เคมี, และชีวะวิทยา กรดฮิวมิค ช่วยให้พืชทนแล้งได้อย่างไร กรดฮิวมิคซึ่งมีประจุลบจะจับกับประจุบวกของไฮโดรเจนไอออนซึ่งเป็นส่วนประกอบของโมเลกุลของน้ำ (H2O) ไฮโดรเจนจะจับกับออกซิเจนแบบหลวมๆเรียกว่าไฮโดรเจนบอนด์ ทำให้การระเหยของน้ำจากดินลดลงเนื่องจากการจับกันของพันธะประจุบวกและลบ เป็นผลดีกับการปลูกพืชที่ไม่มีระบบน้ำในช่วงหน้าแล้ง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผลทุกชนิด พืชไร่ทุกชนิด ฯลฯ นอกจากนี้ กรดฮิวมิค ยังมีประโยชน์อีกหลายๆด้าน ซึ่งเหมาะสำหรับใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน ประโยชน์ของ “กรดฮิวมิค” 1.ป้องกันน้ำระเหยตัวออกจากผิวดิน หรือดินมีลักษณะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ปรับสมดุลของดิน ช่วยฟื้นฟูให้ดินร่วนซุย มีสภาพเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีสารตกค้างในดิน เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ 2.สามารถดูดซับธาตุอาหารโดยประจุลบไม่ให้สูญเสียจากดิน และปลดปล่อยธาตุเหล่านั้นให้แก่พืชอย่างช้าๆ 3. ช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ให้แก่ดินและพืช แต่มีปริมาณธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์อยู่ส่วนหนึ่ง จะให้ดีมากต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีหรือฮอร์โมนพืชตามชนิดของพืช เพิ่มอัตราการหายใจ เพิ่มการสังเคราะห์แสงลดความเครียดเนื่องจากธาตุอาหารไม่สมดุล แร่ธาตุเป็นพิษ ขาดน้ำหรืออากาศ ร้อนจัด หนาวจัด 4.ปรับปรุงโครงสร้างดินที่ เหนียว แน่น แข็ง ให้ร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศ ได้ดีขึ้น กระตุ้นให้พืชดูดซึมน้ำ การไหลเวียนภายในเซลล์พืช ดินอุ้มน้ำได้มากขึ้น ลดการสูญเสียน้ำในดิน 5.ช่วยให้ระบบรากแข็งแรง พืชเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง ช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในดิน และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เพิ่มธาตุอาหารพืชในดิน มีสารช่วยจับแร่ธาตุต่างๆ แล้วปลดปล่อยให้เป็นธาตุอาหารของพืช 6.หากใช้ร่วมกับ โดโลไมท์ หรือปูนขาว ยิบซั่ม จะช่วยให้แทรกซึมลงใต้ดินและลึกมากขึ้น จึงช่วยให้การปรับสภาพดินเร็วขึ้น และมีประสิทธิ์ภาพดีขึ้น 7.เป็นสารธรรมชาติ 100% ไม่เป็นอันตรายต่อ คน สัตว์ พืช ช่วยให้ธาตุอาหารในดินที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ง่าย เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน เชื่อมอนุภาคดินให้เป็นกลุ่ม เป็นโครงสร้างดินที่ดี ช่วยให้การระบายอากาศ การซึมซับน้ำของดินดีขึ้น 8.สามารถละลายน้ำได้ดี จึงใช้ง่าย สะดวก เหมาะสำหรับการใช้ร่วมกับระบบน้ำ โดยไม่อุดตันหัวพ่น หรือหัวน้ำหยด 9.ช่วยเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ด ต้นกล้าสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อผสมราด รดลงวัสดุเพาะชำ ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์และขยายขนาดเซลล์ พืชเจริญเติบโต ดอกใหญ่ ผลใหญ่เร็วขึ้น กระตุ้นให้รากเจริญงอกงามแผ่กระจาย 10.เมื่อสลายตัวจะปลดปล่อย ไนโตรเจน กำมะถัน และธาตุอาหารเสริมออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างช้าๆ 11.สามารถผสม ยาคลุมวัชพืช ยากำจัดวัชพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพ วิธีการใช้สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 1. ผสมหรือคลุกเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 1 กิโลกรัม ต่อ ปุ๋ยอินทรีย์ 500 กิโลกรัม 2. ผสมหรือคลุกเคล้ากับปุ๋ยเคมี ใช้ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 1 กิโลกรัม ต่อ ปุ๋ยเคมี 2 กระสอบ (100 กก) 3. กรณีให้ผ่านระบบน้ำหรือระบบเวนจูรี่ ใช้ ฮิวมิค แอซิค 1 กกต่อไร่ 4. สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 50 กรัม + น้ำ 200 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปสาดหรือราดให้ทั่วแปลงปลูก 5 .กรณีดินเสียมาก ( ค่า PH ต่ำกว่า 4.5 ) และต้องการปรับสภาพดิน ไถกลบหนาดินก่อนแล้วใช้ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 500 กรัม + น้ำ 200 ลิตร ราดบนหน้าดินต่อ 3-4 ไร่ เพื่อเพิ่มค่า PH ให้ดิน และ เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน 6. แช่ผสมขุยมะพร้าวหรือวัสดุตอนกิ่ง ถุงเพาะชำต้นไม้ ใช้ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 5 กรัมผสมน้ำ20ลิตร 7. สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น คลุกผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพ 1กิโลกรัม กับปุ๋ยน้ำ 100 ลิตร 8.คลุกเคล้าสารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น ที่ผสมน้ำแล้ว ลงในดินระหว่างการไถเตรียมดินรองพื้นหลุมก่อนปลูกพืช หรือถ้าเป็นไม้ยืนต้น ให้คลุกเคล้ากับดินรอบๆต้น 9. ใช้ผสมกับสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา บิววาเรีย เมธาไรเซียม ฯลฯ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น 5กรัม+น้ำ 20 ลิตร พืชที่แนะนำให้ใช้: ใช้ได้กับนาข้าว พืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ปาล์มน้ำมันและยางพารา พืช ผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ สนามหญ้า และพืชทุกๆอย่าง สินค้าบรรจุ1แพ็คน้ำหนัก1กิโลกรัม แพ็คสูญญากาศอย่างดีเนื้อถุงหนา เห็นผลและความแตกต่างอย่างชัดเจนหลังใช้ โดยสังเกตุจากพืชที่ได้รับ สารสกัดฮิวมิคแอซิดเข้มข้น สอบถามรายล่ะเอียดเพิ่มเติม www.kasetkawna.com หรือติดต่อ Line id:@kaset

ราคา 300.00 บาท ติดต่อ นางสาวนวลผ่อง ตรีอินทอง โทร. 0941908875, 0941908875 จังหวัดนครปฐม

ติดต่อ/สั่งซื้อ โทรทันที