ค้นหาสินค้าล้างข้อมูล

ไผ่

จำหน่ายต้นไผ่ กล้าและกิ่งพันธุ์ไผ่ สอนการเพาะปลูกและสรรพคุณที่เป็นประโยชน์

ผู้ให้การสนันสนุน

ไผ่แนะนำ

ดูสินค้าหมวด "ไผ่" ทั้งหมดในเว็บ
ไผ่เลี้ยง 6 เมตร
ไผ่เลี้ยง 6 เมตร ปราจีนบุรี

ไผ่เลี้ยง
ไผ่เลี้ยง ปราจีนบุรี

ราคา 85.00 บาท/กระถาง

ไผ่กิมซุง
ไผ่กิมซุง กาญจนบุรี

ราคา 25.00 บาท

ไผ่กิมซุง
ไผ่กิมซุง เพชรบูรณ์

ราคา 25.00 บาท

ไผ่ข้าวหลามกาบแดง
ไผ่ข้าวหลามกาบแดง พิษณุโลก

ราคา 50.00 บาท

ไผ่เลี้ยง
ไผ่เลี้ยง กรุงเทพมหานคร

ราคา 120.00 บาท

ไผ่ซางหม่น
ไผ่ซางหม่น พังงา

ราคา 50.00 บาท

ไผ่
ไผ่ อุบลราชธานี

ไผ่ตรงหวาน
ไผ่ตรงหวาน นครศรีธรรมราช

ไผ่กิมซุง
ไผ่กิมซุง พังงา

ราคา 35.00 บาท/ต้น

มีกิ่งพันธุ์ไผ่กิมซุงจำหน่ายค่ะ
มีกิ่งพันธุ์ไผ่กิมซุงจำหน่ายค่ะ สุพรรณบุรี

ราคา -40.00 บาท

ไผ่เลี้ยงหวาน
ไผ่เลี้ยงหวาน นครนายก

ราคา 35.00 บาท/ต้น

ไผ่ซางหม่น
ไผ่ซางหม่น พิษณุโลก

ราคา 55.00 บาท/ถุง

ไผ่เลี้ยง
ไผ่เลี้ยง นครนายก

ต้นไผ่เงินแคระ
ต้นไผ่เงินแคระ ประจวบคีรีขันธ์

ไผ่กิมซุง
ไผ่กิมซุง ร้อยเอ็ด

ราคา 100.00 บาท

ขายกิ่งปักชำ ไผ่กิมซุง
ขายกิ่งปักชำ ไผ่กิมซุง สุพรรณบุรี

ราคา 60.00 บาท

พันธุ์ไผ่ซางหม่น
พันธุ์ไผ่ซางหม่น สุโขทัย

ราคา 40.00 บาท

ไผ่กิมชุง
ไผ่กิมชุง อำนาจเจริญ

ราคา 35.00 บาท

ไผ่เลี้ยงหวาน
ไผ่เลี้ยงหวาน ปราจีนบุรี

ราคา 60.00 บาท

กิ่งไผ่กิมซุง ตงลืมแล้ง
กิ่งไผ่กิมซุง ตงลืมแล้ง อุบลราชธานี

ราคา 29.00 บาท

ไผ่ตงหวาน
ไผ่ตงหวาน ปราจีนบุรี

ราคา 15.00 บาท

ดูสินค้าหมวด "ไผ่" ทั้งหมดในเว็บ

ไผ่ในจังหวัด

กระบี่ (1 ร้าน)

กรุงเทพมหานคร (15 ร้าน)

กาญจนบุรี (13 ร้าน)

กำแพงเพชร (3 ร้าน)

ขอนแก่น (6 ร้าน)

จันทบุรี (1 ร้าน)

ฉะเชิงเทรา (2 ร้าน)

ชลบุรี (6 ร้าน)

ชัยนาท (1 ร้าน)

ชัยภูมิ (1 ร้าน)

เชียงราย (1 ร้าน)

เชียงใหม่ (14 ร้าน)

ตรัง (3 ร้าน)

ตาก (2 ร้าน)

นครนายก (14 ร้าน)

นครปฐม (2 ร้าน)

นครราชสีมา (5 ร้าน)

นครศรีธรรมราช (5 ร้าน)

นครสวรรค์ (3 ร้าน)

นนทบุรี (8 ร้าน)

น่าน (2 ร้าน)

ปทุมธานี (7 ร้าน)

ประจวบคีรีขันธ์ (1 ร้าน)

ปราจีนบุรี (45 ร้าน)

พระนครศรีอยุธยา (1 ร้าน)

พะเยา (2 ร้าน)

พังงา (3 ร้าน)

พิจิตร (2 ร้าน)

พิษณุโลก (7 ร้าน)

เพชรบูรณ์ (3 ร้าน)

แพร่ (2 ร้าน)

ภูเก็ต (1 ร้าน)

มหาสารคาม (2 ร้าน)

มุกดาหาร (1 ร้าน)

ยโสธร (1 ร้าน)

ร้อยเอ็ด (2 ร้าน)

ระยอง (6 ร้าน)

ราชบุรี (4 ร้าน)

ลพบุรี (2 ร้าน)

ลำปาง (5 ร้าน)

เลย (1 ร้าน)

ศรีสะเกษ (1 ร้าน)

สกลนคร (3 ร้าน)

สงขลา (2 ร้าน)

สมุทรปราการ (2 ร้าน)

สระแก้ว (1 ร้าน)

สระบุรี (2 ร้าน)

สุโขทัย (3 ร้าน)

สุพรรณบุรี (8 ร้าน)

สุราษฎร์ธานี (1 ร้าน)

สุรินทร์ (1 ร้าน)

หนองคาย (2 ร้าน)

หนองบัวลำภู (1 ร้าน)

อ่างทอง (4 ร้าน)

อำนาจเจริญ (3 ร้าน)

อุดรธานี (2 ร้าน)

อุตรดิตถ์ (7 ร้าน)

อุบลราชธานี (3 ร้าน)


ไผ่ตงมีกี่สายพันธุ์

ไผ่ตงมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ตงหม้อ ตงดำ ตงเขียว และตงหนู โดยลักษณะตามสายพันธุ์มีดังนี้

1. ไผ่ตงหม้อ หรือ ไผ่ตงใหญ่ หรือ ไผ่ตงหนัก ไผ่ตงสายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงมีลำขนาดใหญ่ ลำยาวตั้งแต่ 10 เมตร ขึ้นไป ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 12-18 เซนติเมตร ใบมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ กอโปร่ง เพราะแตกกิ่งแขนงน้อย หน่อมีขนาดใหญ่มาก หนักประมาณ 5-10 กิโลกรัม (หน่อหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ก็เคยมี แต่เมื่อสมัยก่อนที่ยังอุดมสมบูรณ์และอายุกอยังไม่มาก) หน่อมีสีน้ำตาลอมม่วงและน้ำตาลดำอมม่วง บนกาบหน่อมีขนค่อนข้างละเอียด เนื้อหน่อมีสีขาว แต่แข็งและหยาบกว่าตงดำ ช่วงออกหน่อจะอยู่กลางฤดูฝน (กรกฎาคม-สิงหาคม)

2. ไผ่ตงดำ หรือ ไผ่ตงกลาง สายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่รองลงมาจากไผ่ตงหม้อ คือเส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 6-12 เซนติเมตร หรือมีเส้นรอบวงประมาณ 30-40 เซนติเมตร ที่สำคัญลำต้นมีสีเขียวเข้มจนไปถึงอมดำ จึงเป็นที่มาของชื่อตงดำ ลำต้นเตี้ยกว่าและสั้นกว่าตงหม้อ ข้อค่อนข้างเรียบ และที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะมีแป้งสีขาวจับอยู่บริเวณปล้อง ใบมีสีเขียวเข้มขนาดใหญ่และหนากว่าไผ่ตงสายพันธุ์อื่นๆ หน่อไผ่ตงดำจัดเป็นสุดยอดหน่อไม้ที่มีคุณภาพดีมาก เนื่องจากมีรสหวาน กรอบ เนื้อขาวละเอียด ไม่มีเสี้ยน นิยมนำมาทำตงหมก หน่อจะมีน้ำหนักประมาณ 3-6 กิโลกรัม

3. ไผ่ตงเขียวนี้จะมีขนาดลำต้นเล็กและสั้นกว่าไผ่ตงดำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 5-12 เซนติเมตร สีของลำต้น จะเป็นสีเขียว เนื้อไม้บาง ไม่ค่อยแข็งแรง ใบมีขนาดปานกลาง บางและสีเขียวเข้ม จับแล้วไม่สากมือ หน่อมีน้ำหนัก 1-4 กิโลกรัม หน่อไม้ไผ่ตงชนิดนี้จะมีรสหวานอมขื่นเล็กน้อย เนื้อเป็นสีขาวอมเหลือง ไผ่ตงเขียวมีความคงทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี นอก จากนี้แล้วไผ่ตงเขียวยังมีความคงทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เหมาะที่จะปลูกใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีผู้นิยมปลูกกันมากไม่แพ้ไผ่ตงดำ

4. ไผ่ตงหนู หรือ ตงเล็ก เป็นพันธุ์ขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลางของลำไผ่เพียง 3-6 เซนติเมตร ไผ่ตงชนิดนี้ยังปลูกกันน้อย เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำกว่าไผ่ตงอื่น ๆ แหล่งปลูกภาคเหนือที่ได้ผลดีคือ ที่จังหวัดลำปาง และเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ยังมีปลูกกันไม่มากครับ

ไผ่ตงที่ขายกันส่วนมากแล้วก็จะมีตงหม้อและตงเขียวศรีปราจีนที่ขายกัน และกิ่งพันธุ์ไผ่มักนิยมขยายด้วยวิธีตอนกิ่งซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะไผ่ ตงออกรากง่าย ลำหนึ่งตอนได้ทีเป็นสิบกิ่ง และกิ่งพันธุ์มีโอกาสรอดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีชำกิ่งแขนง และชำลำที่มีแขนงติดมาด้วยก็นิยมเช่นกัน เพราะสะดวกรวดเร็ว และได้จำนวนมาก ส่วนวิธีดูว่ากิ่งพันธุ์ที่ขายนั้นเป็นไผ่ตงจริงหรือไม่นั้น มีลักษณะดูง่ายๆ คือ ที่ลำแม่ที่เขาตัดมาชำนั้น ที่หัวเขาจะตัดให้เป็นหัวแหลมหรือเฉียงนั่นเอง ส่วนไผ่เลี้ยงจะตัดตรงๆ สังเกตลักษณะการตัดได้ที่ลำแม่ที่ชำเช่นกัน

ไผ่ตง เราจะเน้นบริโภคหน่อเป็นหลัก แต่ลำก็ใช้ติดตรงที่เนื้อไม้บางลำกลวงมีช่องว่างมาก เหมาะกับการทำของที่ระลึก ของใช้ ของชำร่วยที่ไม่มีการกดทับมากนัก เฟอร์นิเจอร์ก็ทำได้แต่ต้องพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการตัด การรักษาเนื้อไม้ และการประกอบ


ลักษณะพฤกษศาสตร์ของปาล์มไผ่

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Chamaedorea erumpeus  H.E.Moore
ชื่อวงศ์:  ARECACEAE
ชื่อสามัญ:  Bamboo palm
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  ปาล์มแตกหน่อ มีกอ ลำต้นขนาดเล็กเป็นข้อปล้องเห็นได้ชัดเจน มีสีเขียวเป็นมันเหมือนลำต้นไผ่ลำต้นสูงประมาณ 5-6 ฟุต
    ใบ  ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ มีสีเขียว และเป็นมัน ใบเรียวแหลม ทรงอวบ เหนียว ทางใบยาวประมาณ 2 ฟุต
    ดอก  ออกเป็นช่อ ช่อดอกจะแซมออกตามข้อปล้องของลำต้นตรงส่วนยอด ๆ
    ฝัก/ผล  มีสีเขียว พอแก่จะแตกเป็นสีม่วงดำ ผลหนึ่งๆ จะมีเมล็ดอยู่เมล็ดเดียว
    เมล็ด  ขนาดเมล็ดเท่าถั่วลันเตา
การปลูก:  ปลูกประดับไว้ตามริมหน้าต่างข้างประตู
การดูแลรักษา:  ไม่ต้องการแสงแดดมากปลูกได้ในที่แดดรำไรเพียงครึ่งวัน แต่ต้องการน้ำพอสมควร
การขยายพันธุ์:  แยกหน่อหรือเพาะเมล็ด
การใช้ประโยชน์:  
    -    ไม้ประดับ
    -    ก้านและใบของมันมาใช้ประโยชน์ในการจัดดอกไม้และตกแต่งห้อง
ถิ่นกำเนิด:  เม็กซิโกและอเมริกาใต้
*ปาล์มไผ่นี้มีความสามารถในการคายความชื้นสูง และดูดสารพิษจำพวกเบนซิน ไตรคลอไรเอททาริน ฟอร์มาดิไฮด์ ได้ดี


ลักษณะพฤกษศาสตร์ของไผ่น้ำเต้า

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Bambusa ventricosa   McClure
ชื่อวงศ์:  GRAMINEAE
ชื่อสามัญ:  Buddha s Belly bamboo, Phai namtao
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  ลำต้นอยู่เหนือดินตั้งตรงเอง ผิวเรียบ เห็นข้อปล้องชัดเจน ต้นอ่อนสีเขียวอ่อน ต้นแก่สีเขียวอมเหลือง
    ใบ  เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบด้านบนมีลักษณะมันเรียบ ส่วนด้านท้องใบมีลักษณะหยาบ ขอบใบมีความคม ใบแก่สีเขียวเข้มเรียวแหลม
การดูแลรักษา:  ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำพอสมควร เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด
การขยายพันธุ์:  การแตกหน่อ หรือ แยกกอ
การใช้ประโยชน์:
    -    ไม้ประดับ
    -    ทำเป็นของชำร่วยได้ เช่น ทำแจกัน
    -    บริโภค
    -    สมุนไพร
ถิ่นกำเนิด:  ประเทศจีน
ส่วนที่ใช้บริโภค:  หน่อสามารถนำมาทำอาหารรับประทานได้
สรรพคุณทางยา:
    -    ใบ นำมาปรุงเป็นยาขับฟอกโลหิตระดูที่เสีย
    -    ตาไม้ไผ่ สุมไฟเอาถ่าน ใช้รับประทานแก้ร้อนในกระหายน้ำ
    -    ราก มีรสกร่อยและใช้รวมกับยาขับโลหิต ขับระดู


การขยายพันธุ์ไผ่ตง

ไผ่ตงสามารถขยายพันธุ์ได้ 5 วิธีคือ การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แยกเหง้า ชำปล้อง และการขยายพันธุ์โดยการปักชำแขนง ซึ่งมีวิธีทำดังนี้

1. การเพาะเมล็ด

ไผ่ตงเมื่อหมดอายุขัยจะออกดอกและ ตาย ปกติไผ่ตงจะเริ่มออกดอกในเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เมล็ดไผ่ตงจะเริ่มแก่และร่วงหล่นประมาณเดือน มีนาคม-เมษายน เกษตรกรสามารถนำเมล็ดไผ่ตงที่ได้ไปทำการเพาะต่อไปโดยวิธีการดังนี้

1.1 การเก็บเมล็ดพันธุ์

      - เมล็ดไผ่ตงเมื่อแก่จัดจะร่วงลงพื้น เกษตรกรควรทำความสะอาดหรือถางโคนต้นให้เตียน เพื่อความสะดวกในการรวบรวมเมล็ดไผ่ตง หรือใช้วัสดุหรือตาข่ายรองรับเมล็ดพันธุ์ไผ่ตง กรณีเขย่าต้นให้เมล็ดร่วงจากต้น

      - รวบรวมเมล็ดพันธุ์ไผ่ตงที่ได้ ทำการฝัดด้วยกระด้งก็จะได้เมล็ดที่สมบูรณ์

      - นำเมล็ดที่สมบูรณ์มาขัด นวดเอาเปลือกออกโดยใช้พื้นรองเท้าแตะฟองน้ำ ขัดนวดเมล็ดบนกระด้ง และฝัดเอาเปลือกออก

      - นำเมล็ดที่ได้ไปผึ่งแดด ประมาณ 1 แดด ก็สามารถนำไปเพาะได้ เพื่อป้องกันแมลงและไม่ควรเก็บเมล็ดไว้เกิน 1 เดือน เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์ความงอกลดลง

1.2 วิธีการเพาะกล้าไผ่ตง

      - เมล็ดไผ่ตงที่จะเพาะควรขัดเอาเปลือกนอกออกก่อนถ้าเพาะทั้งเปลือกนอกเมล็ดจะงอกช้าและเติบโต ไม่สม่ำ เสมอ

      - นำเมล็ดไปแช่น้ำ 2 คืน หรือแช่เมล็ดด้วยน้ำอุ่นประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วแช่น้ำอีก 1 คืน

      - นำเมล็ดขึ้นจากน้ำ แล้วห่อหุ้มเมล็ดด้วยผ้ารดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอประมาณ 2 คืน เมล็ดจะเริ่มงอก

      - นำเมล็ดที่เริ่มงอกไปลงแปลงเพาะที่มีขี้เถ้าแกลบผสมดินและทรายรองพื้นหนาประมาณ 4 นิ้ว หว่านเมล็ดแล้วกลบด้วยดินหนาประมาณ 1 ซม. คลุมแปลงด้วยวัดสุคลุมดิน เช่น หญ้าแห้ง และฟางข้าว

      - ทำการย้ายกล้า ภายหลังจากการเพาะลงแปลงแล้วประมาณ 15 วัน ซึ่งต้นกล้าไผ่ตงจะมีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว ย้ายกล้าที่แข็งแรงลงถุงเพาะและอนุบาลไว้ในเรือน เพาะชำ หรือในที่ร่มรำไร ประมาณ 6-8 เดือน ก็นำไปปลูกต่อไป

2. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เราสามารถใช้ต้นกล้าไผ่ตงที่ได้ จากการเพาะเมล็ดมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นการนำต้นกล้ามาขยายพันธุ์ให้ได้ปริมาณมาก ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนต้นพันธุ์ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะชำ กิ่งแขนงออกดอกและตายเพราะกิ่งแขนงที่นำมาจากต้นแม่ที่มีอายุมากพร้อมที่จะ ออกดอก กิ่งแขนงนั้นจะมีอายุเท่ากับต้นแม่ ฉะนั้นเมื่อต้นแม่ออกดอก กิ่งแขนงที่นำไปปลูกก็จะออกดอกตายด้วยเช่นกัน แต่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้องอาศัยขั้นตอนและเทคนิคทาง วิชาการมาก จึงควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการผลิต

3. การขยายพันธุ์โดยการแยกกอ เหง้า

การขยายพันธุ์วิธีนี้จะต้องคัด เลือกเหง้า ที่มีอยู่ 1-2 ปี จะตัดให้ตอสูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร แล้วทำการขุดเหง้ากับตอออกจากกอแม่เดิม โดยระวังอย่าให้ตาที่คอเหง้าแตกเสียหายได้ เพราะตานี้จะแตกเป็นหน่อต่อไป ส่วน "หน่อเจ่า" เป็นหน่อที่ขุดขึ้นมามีขนาดเล็ก สามารถแยกกอไปปลูกได้เช่นกัน การขยายพันธุ์ วิธีนี้จะได้เหง้าแม่ที่สะสมอาหารอยู่มากจึงมีอัตราการอดตายสูงทำให้หน่อ แข็งแรงและได้หน่อเร็วกว่าวิธีขยายพันธุ์โดยการใช้ กิ่งแขนงหรือลำ ได้พันธุ์ตรงกับสายพันธุ์เดิม แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากเสียเวลาแรงงาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก

4. การขยายพันธุ์โดยใช้ลำ

การขยายพันธุ์วิธีนี้จะต้องทำการ คัดเลือกลำที่มีอายุประมาณ 1 ปี แล้วนำมาตัดเป็นท่อน ๆ โดยให้แต่ละท่อนมี 1 ข้อ ซึ่งการใช้ท่อนตัด 1 ข้อ จะต้องตัดตรงกลางและให้รอยตัดทั้งสองห่างจากข้อประมาณ 1 คืบ และควรเป็นลำที่มีแขนงติดอยู่โดยจะต้องตัดให้แขนงเหลือยาวประมาณ 1 คืบด้วย จากนั้นจึงนำไปชำในแปลงเพาะชำ โดยวางให้ข้ออยู่ระดับดินและให้ตาหงายขึ้น ระวังอย่าให้ตาได้รับอันตราย แล้วใส่น้ำลงในปล้องไผ่ตงให้เต็ม และคอยเติมน้ำให้อยู่เต็มอยู่เสมอ

การเพาะวิธีนี้จะต้องหมั่นดูแลรด น้ำให้ความชุ่มชื่นอยู่เสมอหลังจากนั้นประมาณ 2-4 สัปดาห์จะพบหน่อและราก แตกออกมา เมื่อหน่อแทงรากแข็งแรงเต็มที่ ประมาณ 6-12 เดือน ก็ทำการย้ายปลูกได้

5. การขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งแขนงปักชำ

กิ่งแขนงคือ กิ่งที่แยกออกจากลำต้นไผ่ตรงบริเวณข้อ ซึ่งโคนกิ่งแขนงจะมีรากงอกเห็นได้เด่นชัด การใช้กิ่งแขนงขยายพันธุ์เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพราะสะดวกและง่าย โดยมีการคัดเลือกดังนี้

      - ให้เลือกกิ่งแขนง ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1 1/2 นิ้ว

      - ให้เลือกรากของกิ่ง แขนงที่มีสีน้ำตาลหรือ น้ำตาลอมเหลืองและมีรากฝอยแตกจากรากแขนงแล้ว

      - ให้เลือกกิ่งแขนง ที่ใบยอดคลี่แล้ว และกาบหุ้มตาหลุดหมดแล้วเช่นกัน

      - ให้เลือกกิ่งแขนง ที่มีอายุ 4-6 เดือน ถ้าเป็นกิ่งค้างปียิ่งดี

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร


การปลูกไผ่ตง

การเตรียมพื้นที่
ควรเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวกสามารถลงมือปลูกได้ทันในต้นฤดูฝน โดยในพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนิน หรือมีตออยู่ในพื้นที่ต้องไถบุกเบิก กำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอ

ฤดูปลูก
ในแหล่งที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ก็สามารถปลูกไผ่ได้ตลอดปีเช่นกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรปลูกตั้งแต่ฝนเริ่มตก จนถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำช่วย

ระยะปลูก
ระยะปลูกที่เหมาะสมระหว่างต้น x ระหว่างแถว คือ 6-8 x 6-8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกไผ่ตงได้ประมาณ 25-45 ต้น ทั้งนี้ระยะปลูกควรพิจารณาจากพันธุ์ไผ่ตง และสภาพความสมบูรณ์ของดิน ถ้าปลูกไผ่ตงดำ ควรปลูกห่างกว่าไผ่ตงเขียว เพราะขนาดลำของไผ่ตงดำจะใหญ่กว่าไผ่ตงเขียว และถ้าสภาพดินเลว ไผ่ไม่ค่อยเจริญเติบโต ควรใช้ระยะปลูกที่ถี่กว่าสภาพดินดี

การเตรียมหลุมปลูก
หลุมที่ปลูกไผ่ตงควรมีขนาด กว้างxยาวxลึก ไม่น้อยกว่า 50x50x50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว 1 บุ้งกี๋ (ประมาณ 1 กิโลกรัม) และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อสำหรับดินยุบตัวภายหลัง

การปลูก
ถ้าเป็นต้นกล้าไผ่ตงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ควรเป็นต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ มีอายุไม่น้อยกว่า 14 เดือน หรือความสูงไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร มีระบบรากฝอยแผ่กระจายและสมบูรณ์ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง สำหรับการคัดเลือกต้นกล้าไผ่ตงที่ได้จากการชำ กิ่งแขนงนั้น ควรเป็นต้นกล้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจาก การทำลายของโรคและแมลงการปลูกควรนำต้นกล้าไปปลูกตรงกลางหลุมที่เตรียมไว้ปลูกให้ลึกเท่า กับระดับดินเดิมแล้วพูนดินบริเวณโคนต้นให้เป็นเนินสูงขึ้นเล็กน้อย ใช้ไม้ปัก เป็นหลักผูกยึดต้นไผ่ เพื่อป้องกันลมโยก หลังจากนั้นต้องรดน้ำตามทันที เพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับราก นอกจากนี้ต้นไผ่ที่เพิ่งปลูกจะไม่ทนต่อแสงแดด และความร้อนสูง ต้องใช้ทางมะพร้าวหรือวัสดุอื่น ช่วยพรางแสงแดด จนกว่าต้นกล้าจะมีใบใหญ่และตั้งตัวได้แล้ว จึงค่อยปลดออก

การปลูกพืชแซม
ในระหว่างที่ต้นไผ่ตงเพิ่งเริ่มปลูกยังเล็กอยู่ในช่วง 1-2 ปีแรก ควรจะปลูกพืชแซม เพื่อเสริมรายได้ อาจจะปลูกผัก พืชไร่ หรือไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย มะละกอ เป็นต้น หลังจากไผ่ตงโตแล้วแดดส่องผ่านได้น้อย ก็ยังสามารถปลูกพืชแซมได้ พืชที่ปลูกได้ผลดีก็คือ กระชาย เพราะเป็นพืชที่ทนร่มได้ดี นอกจากกระชายแล้ว ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ทนร่มและได้ผลดี เช่นกัน ในสวนที่ไม่ได้ปลูกพืชแซมควรปล่อยให้มีหญ้าขึ้นตามธรรมชาติ และคอยควบคุมการตัด หรืออาจจะปลูกพืชคลุมดินเพื่อรักษาหน้าดินและความชื้นภายในดิน เช่น ถั่วลาย เพอราเลีย คุดซู ก็ได้ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 2-3 กก./ไร่

การให้น้ำ
ต้นไผ่ตงปลูกใหม่ในระยะแรกนั้น จะขาดน้ำไม่ได้ต้องคอยดูแลรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ หลังจากนั้นเมื่อไผ่ตงตั้งตัวได้ดีแล้ว อาจเว้นระยะห่างออกไปบ้างปริมาณ และความถี่ของการให้น้ำขึ้นอยู่ กับสภาพความชื้นของดินและเมื่อถึงฤดูแล้งควรหาวัสดุ เช่น หญ้าแห้ง ฟางแห้ง คลุมบริเวณโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นให้ กับดิน

การใส่ปุ๋ย
- การให้ปุ๋ย ในช่วงปีแรกไผ่ตงสามารถใช้ ปุ๋ยที่คลุกเคล้าไปกับดินปลูกได้ในระยะปีต่อ ๆ ไปจำเป็นจะต้องมีการไถพรวนและใส่ ปุ๋ย หลังจากเก็บหน่อขายแล้วจะทำการตัดแต่งกอและไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช ปกตินิยมไถพรวนในช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศ จิกายน ก่อนที่ดินจะแห้ง เพราะถ้าดินแห้งจะไถพรวนได้ยาก
- การใส่ปุ๋ยจะใส่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปุ๋ยที่นิยมคือปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักโดยจะใส่ในอัตรา 1-1.5 ตันต่อไร่ (40-50 กก. หรือ 4-5 บุ้งกี๋ต่อกอ) หรืออาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 2-4 กก. ต่อกอ ร่วมกับปุ๋ยคอก
ในกรณีที่ต้องการเร่งการออกหน่อ นอกเหนือจากปุ๋ยปกติแล้วจะมีการใส่ปุ๋ย ยูเรีย (46-0-0) ในอัตรา 1-2 กก. รอบ ๆ กอ โดยระวังอย่าให้โดนหน่อ เพราะจะทำให้หน่อเน่าได้ และถ้าต้องการให้หน่อมีคุณภาพดียิ่งขึ้นควรใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพิ่มไปในอัตรา 1 กก. ต่อกอโดยใส่ไปพร้อม ๆ กับยูเรีย
- การปลูกไผ่ตงจะเน้นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเป็นหลัก ไม่ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้กอไผ่ทรุดโทรมเร็ว

การตัดหน่อไผ่ตง
ไผ่ตงจะเริ่มแทงหน่อเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝน การตัดหน่อจะตัดเมื่อหน่อยาวประมาณ 1 ฟุต โดยใช้เสียมหางปลาตัดหน่อบริเวณกาบใบที่ 3 จากโคนหน่อ ซึ่งจะเหลือตาไว้ 2-3 ตา สำหรับแตกหน่อในปีถัดไป สำหรับหน่อที่ไม่แข็งแรงให้ตัดออกทิ้งไป การตัดหน่อควรทำตอนเช้ามืด เพื่อจะได้หน่อไม้สดส่งตลาด หน่อไม้ไผ่ตงที่ตัดไว้นาน ๆ จะทำให้ความหวานลดลง ดังนั้น ควรตัดหน่อแล้วรีบขายทันที ในการตัดหน่อควรเริ่มตัดหน่อจากกลางกอก่อน แล้วขยายวงออกมารอบนอกกอ ส่วนหน่อที่อวบใหญ่ที่อยู่ด้านนอกควรมีการรักษาไว้เพื่อให้เป็นลำแม่เลี้ยงหน่อต่อไป

การตัดแต่งกอ
ไผ่ตงก็เหมือนต้นไม้ทั่ว ๆ ไป ต้องมีการตัดแต่งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อในช่วงฤดูฝน โดยแต่งกอในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ควรตัดแต่งกอให้สะอาด โดยดำเนินการดังนี้
1.    ตัดกิ่งเป็นโรค และกิ่งแห้งออก
2.    กอไผ่ตงที่อายุ 1-2 ปี จะไม่มีการตัดหน่อ ทั้งนี้เพื่อไว้เป็นลำสำหรับเลี้ยงกอ ให้เจริญเติบโตและขยายกอใหญ่ขึ้น
3.    กอไผ่ตงที่มีอายุ 2 ปี ให้เลือกตัดหน่อที่ชิดลำอื่น หน่อที่ไม่สมบูรณ์ และหน่อตีนเต่าออก เหลือไว้เพียง 5-7 หน่อ ต่อกอ
4.    กอไผ่ตงที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้เลือกตัดลำที่แก่อายุเกิน 3 ปีขึ้นไป ออกขายหรือใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม โดยเหลือลำแม่ที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 10-20 ลำต่อกอ เพื่อเลี้ยงกอและเลี้ยงหน่อที่ออกใหม่ การตัดลำแก่ออกนี้ควรตัดจากลำที่อยู่กลางกอ กอไผ่ตงจะได้โปร่งและขยายกอออกกว้างขึ้น

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร


ไผ่เป็นไม้มงคล

คนไทยเราเชื่อมาแต่โบราณว่า ไผ่เป็นไม้มงคลเพราะเป็นไม้ที่แสดงถึงความมั่นคง ซื่อตรง ดังต้นไผ่ ทุกคนให้ความรักเยินยอ ในคุณงามความดี ปลูกแล้วจะอยู่ดีมีสุข อันตรายจากคนปองร้าย หรือโรคภัยมิอาจเบียดเบียนได้

ฤทธิ์มงคลจะมากขึ้นหารปลูกไผ่นี้ในวันเสาร์ ทางด้านทิศตะวันออกของบริเวณบ้าน ผู้ปลูกและผู้อยู่อาศัยหากเกิดปีมะแมจะยิ่งส่งเสริมมงคลให้เกิดมากยิ่งขึ้นด้วย


เมนูส่วนล่างของเว็บ